วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วิธีถอนเงิน ถอนกำไร Exness เข้าธนาคารในไทย Withdrawal Funds

1. ไปที่หน้าเว็บไซต์ Exness คลิกเข้าสู่ระบบ ใส่ ID บัญชีเทรด และรหัส เพื่อเข้าสู่ระบบ 


2. เข้าที่ menu การถอนเงิน(Withdrawal)



3. เลือกประเภทการดำเนินการ>>การโอนเงินผ่านธนาคารออนไลน์ในประเทศไทย


4. เลือกธนาคารในไทยที่เราต้องการถอนเงินจากExness ที่Bank Name  ในตัวอย่าง เป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)


5. ใส่เลขที่บัญชีธนาคารที่ต้องการให้ Exness โอนเงินเข้า และใส่จำนวนเงินที่ต้องการถอนหน่วยเป็น USD คลิกปุ่มทำการถอนเงิน


6. ถ้าชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อที่เราเปิดพอร์คลงทุน ระบบก็จะให้เราใส่รหัสผ่านเพื่อทำการยืนยัน รหัสจะถูกส่งไปยัง emailของเรา ดังภาพด้านล่างให้เอารหัสนั้นมาใส่ จากนั้นให้คลิกปุ่ม ยื่นยันการถอนเงิน 
 ใส่รหัสยืนยันการถอนเงินExness




7. ระบบการถอนเงินexness ก็จะแสดงหน้าจอ และสถานะการถอนเงิน


8. เมื่อไม่มีการยกเลิกการถอนเงิน ไม่นานเมื่อเงินเข้าบัญชีธนาคาร สถานะก็จเปลี่ยนเป็น ยอมรับแล้ว


9. SMS แจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี


Exness Automatic Withdrawal ระบบเบิกเงินอัตโนมัติง่ายสะดวก รวดเร็ว กดถอนเงินไม่กี่นาทีเงินเข้าบัญชีเราทันที

ขอบคุณที่มา : http://www.การเล่นหุ้น.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99exness%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

ฝากเงินลงทุนExnessผ่าน7-11

วิธีฝากเงินลงทุนกับEXNESS ผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นCounter Service
1.ล็อก อิน เข้าexnessเลือกaAdd funds โอนขั้นต่ำ350บาท หรือแล้วแต่ค่าเงินขณะนั้น ทั้งนี้และทั้งนั้นคำนวณออกมาแล้วต้องไม่ต่ำกว่า10$ เช่น ถ้าค่าเงินบาทตอนนี้เท่ากับ30บาทต่อ1$ ยอดโอนขั้นต่ำก็อยู่ประมาณ330บาทถ้วน(เพราะต้องเพื่อค่าธรรมเนียมของทาง โบรกเกอร์ด้วย) ทางโบรกเกอร์อนุญาติให้โอนเงินเข้าบัญชีซื้อขายเท่าไรก็ได้ไม่จำกัดยอดเงิน ในบัญชีซื้อขายหุ้นของท่าน(เงินในบัญชีนี้สามารถถอนออกได้ตลอดเวลาตามความ ต้องการของท่าน เงินในบัญชีนี้คือเงินของท่านไม่ใช่เงินของทางโบรกเกอร์)

2.ระบบจะเปลี่ยนเงินของท่านเป็นเงินดอลล่า

3.ตรวจสอบความถูกต้อง

4.ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้แล้วนำไปให้พนักงานคิดเงินที่711หรือโลตัส คลิ๊กdoneไปเรื่อยๆจนกว่าจะกลับสู่หน้าของโบรกเกอร์Exness

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ช่วงเวลาไหนของวันที่เหมาะสมในการเทรด forex



บทสรุป สำหรับเทรดเดอร์ forex จำนวนมาก ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัน คือ ในช่วงเวลาตลาด Asian คู่เงินของยุโรป เช่น EUR/USD แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมที่สุด


เราได้วิเคราะห์บัญชีจริงของลูกค้า FXCM กว่า 12 ล้านบัญชี และเราได้พบว่าเทรดเดอร์สามารถทำกำไรและขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญตามช่วงเวลาของวัน จากข้อมูลพบว่าเทรดเดอร์จำนวนมากเป็นเทรดเดอร์แบบ Range Trader ซึ่งความสำหร็จและความล้มเหลวของเขาจะขึ้นอยู่กับสภาวะของตลาด ในความเป็นจริงปัญหาของสไตล์การเทรดแบบนี้ คือการเทรดในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม

เทรดเดอร์ forex จำนวนมากประสบความสำเร็จในช่วงเวลาหลังจากตลาด US ,ตลาด Asian หรือช่วงต้นของตลาดยุโรป ซึ่งอยู่ในช่วง 2 PM ถึง 6 AM Eastern Time (นิวยอร์ก) ซึ่งก็คือ 7 PM ถึง 11 AM ของ UK Time
 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นล่ะ ? เราได้จดบัญทึกจากเทรดเดอร์กว่าพันคน กราฟด้านล่างจะแสดงให้เห็นถึแนวโน้มของลูกค้า FXCM จากปี 2009 – 2010 กราฟแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของเทรดเดอร์ และแสดงคู่เงินที่เป็นที่นิยม 5 คู่

 When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Chart_3.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?



สถิติการทำกำไรภายในวันอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน แต่รูปแบบในระยะยาวจะมีความเสถียร แล้วแต่ละช่วงเวลาของวันมีผลอย่างไรต่อการทำกำไรของเทรดเดอร์ล่ะ


คุณจะสามารถสังเกตเห็นในช่วงเวลาที่เทรดเดอร์มีประสิทธิภาพคือเส้นแนวโน้มพุ่งขึ้นกับชั่วโมงการเทรดที่มีความผันผวนต่ำ จะเห็นได้ว่าเทรดเดอร์มีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้ดีในช่วงเวลาของตลาด Asian และกราฟด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของเงินสกุลยูโรมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวน้อยกว่าเมื่อผานช่วงเวลานี้ไป

 When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Picture_4.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?



กลยุทธ์ Range trading หมายถึงกลยุทธ์ที่ ซื้อถูก/ขายแพง ถ้าค่าเงินตกลงมาและอยู่ใกล้กับแนวรับที่มีนัยสำคัญ เทรดเดอร์ก็จะซื้อ และเช่นกันเมื่อค่าเงินวิ่งขึ้นไปเทรดเดอร์ก็จะขาย กลยุทธ์นี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อราคาไม่สามารถทะลุผ่านแนวรับและแนวต้านผ่านไปได้

และแน่นอนว่าถ้าราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านออกไปเทรดเดอร์ต้องแย่แน่ๆ เราจะหลีกเลี่ยงสภาวะตลาดที่แย่สำหรับสไตล์การเทรดแบบนี้ได้อย่างไร ?


มีตัวชี้วัดหรือไม่ว่าชั่วโมงไหนควรซื้อขาย ?

แน่นอน ,มีตัวชี้วัดมากมาย

เรามีโมเดลที่จะใช้ในการเทรด โดยเราได้ทดลองประสิทธิภาพในการเทรดคู่เงิน EUR/USD ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 10 ปี แต่ผลที่ออกมานั้นไม่ดีเลย



When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Chart_2.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?

กฎในการเทรดด้วยกลยุทธ์ RSI

กฎการซื้อ: เมื่อ RSI ตัดเหนือ 30

กฎการขาย: เมื่อ RSI ตัดต่ำกว่า 70


ตอนนี้ปัจจัยด้านเวลากลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เรารู้ว่าแนวโน้มของค่าเงินยูโรจะไหวน้อยลงเมื่อผ่านชั่วโมงหลักไป ต่อไปเราจะใช้ประโยชน์จากการเทรดในชั่วโมงที่มีความผันผวนต่ำ

กราฟต่อไปเราจะมาเปรียบเทียบ 2 กลยุทธ์ แต่จะต่างกันที่เส้นสีเขียวจะไม่เทรดในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูงของแต่ละวัน คือ 6 AM ถึง 2 PM Eastern time (11 AM ถึง 7 PM London time)



 When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Object_8.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?

กฎในการเทรดด้วยกลยุทธ์ RSI เฉพาะช่วงเวลา Asian

กฎการซื้อ: เมื่อ RSI ตัดเหนือ 30

กฎการขาย: เมื่อ RSI ตัดต่ำกว่า 70


แล้วคู่เงินอื่นล่ะเป็นอย่างไร ?

 When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Picture_9.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?


เราได้ทดลองเช่นดียวกันกับคู่เงิน USD/JPY แต่ปรากฏว่าได้ผลที่แย่


 When_is_the_Best_Time_of_Day_to_Trade_Forex_body_Chart_10.png, When is the Best Time of Day to Trade Forex?


เราพบว่าตัวกรองเวลาได้จะได้ผลดีกับค่าเงินสกุลยูโร เช่น EUR/USD และ USD/CHF และตัวกรองเวลายังทำงานได้ดีกับ GBP/USD  ซึ่งเราอาจจะต้องเทรดในช่วง 2 PM ถึง 6 AM

โชคร้ายการใช้ตัวกรองเวลาของเราไม่เหมาะกับค่าเงิน  Asian ซึ่งการทดสอบของเรากับค่าเงิน  USD/JPY AUD/USD และ NZD/USD ไม่สามารถที่จะทำให้กราฟเงินทุนเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุที่ว่าคู่เงินเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวมากในช่วงเวลาของตลาด Asian


การวางแผน

เราจะเทรดค่าเงินยูโรในช่วงเวลาที่มีความผันผวนต่ำด้วยกลยุทธ์ Rang trading ในช่วงเวลา 2 PM ถึง 6 AM Eastern time (11 AM ถึง 7 PM London time)

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนใจเปิดบัญชีเทรด Forex กับโบรกเกอร์ Exness คลิ๊ก 

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ดวงไม่ดีก็รวยได้




 
 มีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกัน เขาซื้อหนังสือที่ผมเขียนไปอ่านจนจบ เลยสนใจอยากมาลงทุนในตลาดหุ้น พูดคุยกันพอประมาณ แต่ผมติดใจคำแรกที่พี่เขาเอื้อนเอ่ยออกมามาก นั้นคือ เขาบอกว่า "เขาอยากไปเสี่ยงดวงในตลาดหุ้น" เผื่อว่าจะรวยเป็นเศรษฐีบ้าง

ได้ฟังคำแรกก็รู้แล้วว่าเริ่มต้นไม่ถูก เพราะถ้ามองการลงทุนเป็นการเสี่ยงดวง หรือจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยดวง แบบนั้นโอกาสจะไปถึงเป้าหมายนั้นยาก เพราะ จิตใจเราคิดถึงแต่ออฟชั่นเสริม หรือทางลัดที่มานำพาเราไปยังเป้าหมาย มันไม่ใช่การไปถึงเป้าหมายด้วยตนเอง สุดท้ายนักลงทุนที่คิดแบบนี้หนีไม่พ้นการบูชาวัตถุมงคล ของขลัง ซื้อหุ้นตามคนอื่น แบบหวังเสี่ยงดวง บางวันดวงดีได้กำไรนิดหน่อย อีกวันขาดทุนหนัก และก็โทษว่าดวงไม่ดี สุดท้ายทั้งปี มีแต่เสียเงินขาดทุน


ตั้งต้นไม่ถูกผิดหมด
เพราะอะไรนะหรือครับ เพราะถ้าไปตั้งต้นที่ดวงชะตา(ตัวแทนของสิ่งที่มองไม่เห็น) แล้วนั้น เราก็จะไม่ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพตัวเราจริงๆ ไม่เรียนรู้ ไม่ฝึกฝน ไม่อดทน ไม่พยายาม พอแพ้พอผิดหวังก็โทษดวง โทษฟ้าตลอดไป

การลงทุนไม่ใช่การเสี่ยงดวง เพราะการเสี่ยงดวงมันคือการเลือก การทำตามอารมณ์ตามความรู้สึก แต่เมื่อคิดจะลงทุนทุกอย่างมันมีเหตุมีผล มีเงื่อนไขการเลือกหุ้น การซื้อ การขายชัดเจน ที่ระบบการลงทุนที่ เราสามารถจับต้องได้ ถ่ายทอดได้ สิ่งนี้เป็น ความจริงสากล ที่ยอมรับกัน ไม่เกี่ยวกับ ดวงชะตาของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่นั้นกองทุนเฮ็ดฟันด์ ถ้าผู้จัดการกองทุน เกิดดวงตก ก็คงต้องขาดทุนป่นปี้แน่นอน หรือกลับกันถ้าหวังพึ่งดวงชะตาของใครคนใด คนหนึ่ง กองทุนเฮ็ดฟันด์ขนาดใหญ่ก็คงทำงานไม่ได้ เพราะต้องไปติดกับใครคนใดคนหนึ่ง
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ไม่ใช่เสี่ยงดวง
แล้วที่เขาพูดกันว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ใช่เสี่ยงดวงหรือ?? ตอบคือไม่ใช่ครับ คนละเรื่อง ความคิดว่าอยากจะรวยก็ต้องลุ้นโชคใหญ่ ต้องเสี่ยงโชค มันไม่เกี่ยวกันเลย ความเสี่ยง(Risk) ในการลงทุน มันคือความเสี่ยงแบบเป็นเชิงปริมาณ จับต้อง บริหารจัดการได้ ต่างจาก เรื่องของดวงชะตา (เพราะมันไม่มีตัวตน) เมื่อความเสี่ยงในตลาดหุ้น มันเป็นเชิงปริมาณ เราสามารถใช้คณิตศาสตร์โมเดลได้ เราก็จัดการกับความเสี่ยง และกระจายความเสี่ยงเพื่อลดผลเสียหายได้เสมอ

มองการลงทุนแบบหลักความน่าจะเป็น(เป็นเรื่องของสถิติ) แน่นอนว่าเราไม่สามารถซื้อหุ้น 10 ครั้งแล้วจะ ชนะได้กำไรทั้ง 10 ครั้ง แต่เราก็สามารถทำกำไร หรือสร้างผลประโยชน์ จากตัวที่เข้า win ได้เสมอ แล้วด้วย องค์ความรู้จากการวิเคราะห์หุ้นและการเลือกจังหวะ ซื้อขายได้ถูก มันจะทำให้ เรากำไรจากตัวชนะได้เสมอ ได้มากเพียงพอ แม้ว่าเราจะดวงไม่ดี หรือดวงกุดเลือกหุ้นถูกต้องเพียงไม่กี่ครั้ง
ตัวอย่างภาพนี้เป็นผลการเทรด ของระบบเทรดในตลาดทองคำ(Gold Future) ของผม เป็นระบบลงทุนที่ความถูกต้องต่ำ ความน่าจะเป็นของการชนะ(%win) ที่ 60% หมายความว่า 10 ครั้งทายถูกแต่ 6 ผิดถึง 4 เรียกว่าความแม่นยำระดับไม่สูง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ชนะตลาด ทำกำไรได้ให้พอร์ตเติบโตอย่างมีนัยยะ 

เพื่อ ให้แน่นอนผมทดสอบต่อ อีก 2 เดือน ด้วยระบบเดิม(ให้เริ่มต้นที่เงินต้น 200 เหรียญเท่ากัน) เพื่อทดสอบสมมติฐานว่า ผลกำไรที่ได้มัน random walk หรือใช้ดวงจริงหรือไม่ 
รอบ พย. 2012 รอบนี้ %win= 76, MaxDD = 4%

รอบ มค. 2013 รอบนี้ %win= 72, MaxDD = 6.7%

ซึ่ง ผลการทำงานของระบบเทรด ทดสอบการเข้า order ถึง 132 ครั้งระยะเวลา 3 เดือน ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผลตอบแทนกำไรที่ได้นั้นไม่ได้เกิดเพราะผมดวงดี แต่เกิดจากการวางแผนกลยุทธการลงทุนเป็นระบบ ถูกจังหวะ ถูกสภาวะแนวโน้ม ที่สำคัญมีการบริหารจัดการความเสี่ยง การควบคุม Drawdown ในระดับต่ำ(Max DD = 10% average DD ที่ 8.9 %) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องขององค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในตลาดหุ้นหรือตลาดเก็งกำไรต่างๆ 

หลาย คนอ่านมาตรงนี้ถ้ายังสงสัยอีก ว่าผม "เล่นของขลัง"จึงดวงดี อยู่แล้วมั้ง ก็ยืนยันเลยไม่เกี่ยว เพราะที่ทดสอบผมเขียนโปรแกรม สร้าง EA Robot ให้มันเทรด บนระบบ automatic trading system ดังนั้นคนไม่เกี่ยว เราใช้องค์ความรู้ สร้าง algorithm ให้ robot อย่างเดียว ดังนั้น ยืนยัน 100% ดวงไม่เกี่ยว ไม่ใช่การเสี่ยงดวงหรือโชคชะตาอะไรทั้งนั้น


รวยได้เพราะดวง
เมื่อมองจาก จำนวนคนประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นมี %น้อย แล้วเอาไปเทียบกับคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งมี %น้อยเช่นกัน ถ้ามองแบบนั้นก็เลยไปอนุมานว่าคนประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้นคือคนดวงดี 

ถ้ามองไปที่เซียนหุ้นระดับโลก นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แล้วไปสรุปว่าพวกเขาเหล่านี้ดวงดีถึงได้รวย(พวกเราไม่รวยเพราะดวงไม่ดี) มันคงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เพราะถ้าลองศึกษาประวัติพวกเขาเหล่านั้น ล้วนผ่านช่วงยากลำบากมาทั้งนั้น บางคนต้องพยายามติดกับ ความล้มเหลวมาหลายปี ไม่ต่างกับคนทั่วไปในตลาด

แต่คุณสมบัติหนึ่งของคนจะประสบความสำเร็จนั้นคือ ความพยายามแบบไม่ท้อถอย เมื่อเขาไม่ล้มเลิก บวกกับการพัฒนาตนเอง เรียนรู้จากสิ่งผิดพลาด จนมีความพร้อมมีประสบการณ์ และเมื่อสภาวะตลาดหุ้นอำนวย นั้นทำให้เขาสามารถได้รับผลตอบแทนที่ดี ที่สูง สามารรถสร้างฐานะ เงินทอง จนประสบความสำเร็จ แบบที่เราเห็นทุกวันนี้

เซียนหุ้นคนหนึ่งที่ชื่นชอบมาก นั้นคือ Jesse Livermore เจ้าของฉายา "Great Bear of Wall Street" เขาเป็นลูกเกษตรกร ยากจน เรียนไม่จบไฮสกูล แต่เขาสามารถเป็นเศรษฐีเงินล้านได้่ จากการลงทุนในตลาดหุ้นมาเกือบ 30 ปี แถมชีวิตการลงทุนก็ไม่ธรรมดา ผาดโผนยิ่งนัก

จากนักลงทุนวัย 20 ต้นๆ ที่เข้ามา wall street ด้วยเงินไม่กี่ร้อยเหรียญใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะมีเงินล้าน เมื่อมีเงินล้านแล้วยังขาดทุนหมดตัว จากนั้นก็กลับมารวยเงินล้านอีกครั้งตอนตลาดกระทิงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ( World War I bull market) และทำกำไรมหาศาลจากการ short sell ตอน Great Depression ได้กำไรหลัก 100 ล้านเหรียญ 

หลังจากนั้นปี 1935 เขาขาดทุนจนเกือบหมดตัวอีกรอบ แต่ด้วยการกระจายความเสี่ยงเอากำไรไปซื้อพันธบัตร ทำให้เขายังมีสินทรัพย์หลักล้านเหรียญ แม้จะเกิดกับเขาแบบนั้น เขายังไม่เคยโทษโชคชะตาสักนิด

ในหนังสือ "Reminiscences of a Stock Operator" ของเขา เขาเขียนชัดเจนว่า สิ่งที่ทำให้เขาผิดพลาดขาดทุนหมดตัว ไม่ใช่เพราะดวงแต่เป็นเพราะ ตัวเขาเองที่โลภและไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้ แน่นอนว่าในช่วงที่เขารวยทีเงินล้านได้ถึง 2 ครั้งก็ไม่ใช่เพราะดวงดี แต่เป็นเพราะเขาทำการบ้านติดตามราคาหุ้น ติดตามวิเคราะห์ตลาด อย่างเป็นระบบ เขาได้ถ่ายทอดวิธีการลงทุนและนวคิดการลงทุนของเขาไว้ในหนังสือ 

สรุป
สรุปตรงนี้เลยแล้วกันครับ ถ้าอยากจะรวย อยากประสบความสำเร็จ อย่าไปงมงายเรื่องดวง แต่จงเชื่อในเรื่องของ "กรรม" รวยได้เกิดขึ้นเพราะกรรมดี จากการฝึกฝน การอดทน การพยายาม ทำให้มากกว่าคนอื่น มุมานะเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ถ้าเราพยายามไม่ยอมแพ้ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต วางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีกลยุทธ เหมาะสมกับจริตเรา ต่อให้ทั้งชีวิตเราดวงซวย ห่วยขั้นเทพ แพ้มาตลอด ยังไงก็ต้องชนะได้ครับ เพราะตลาดหุ้นมันเคลื่อนไหวแบบมีวัฏจักร รอบกระทิง แม้จะรอนาน แต่มันมีมาเสมอถ้าเราเตรียมตัวเราให้พร้อม ไม่ท้อไม่ถอดใจไปเสียก่อน

นักพนันโป๊กเกอร์มืออาชีพ(Professional Gambling) ที่หากินกับบ่อนในลาสเวกัส เวลาเขาไปหาเงิน เขายังไม่เรียกว่าไปเสี่ยงดวงเลย (เพราะเขาไม่ใช่ดวงแต่ใช้ความสามารถ ใช้แผนกลยุทธ์) แล้วเราเป็นนักลงทุนห่างจากการพนันตั้งไกล จะมาใส่ใจ กังวลใจกับดวงชะตาทำไม จริงไหมครับ 
 
ขอขอบคุณ http://www.cway-investment.com/2013/02/blog-post_5259.html

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วิธีการเล่นหุ้น และบัญญัติ 10ประการของ Dan Zanger

zanger วิธีการเล่นหุ้น และบัญญัติ 10ประการของ Dan Zanger 

วันนี้ผมนำ บัญญัติวิธีการเล่นหุ้น 10 ข้อของ Dan Zanger มาให้อ่านกันครับ โดยหากคุณยังไม่รู้จักกับเขาคนนี้ว่า Dan Zanger นั้น เป็นใครผมก็ขอแนะนำคร่าวๆนะครับ ว่าเขาคือหนึ่งในนักเล่นหุ้นที่ดีที่สุดของโลกคนหนึ่งโดยสิ่งที่ทำให้เขา กลายเป็นที่สนใจก็คือ เมื่อประมาณเกือบสิบปีที่ผ่านมา ( ประมาณปี 1999-2000) เขาได้ทำให้วงการหุ้นตะลึงโดยการที่เขาสามารถ ทำเงิน 11,000 เหรียญเล่นหุ้นให้กลายเป็นเงิน 18 ล้านเหรียญได้ภายในปีเดียว! และยังไม่พอครับอีกประมาณสองปีต่อมาเขาสามาถทำเงินเพิ่มจากการเล่นหุ้นจนมีทรัพย์สินประมาณ 42 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างไม่น่าเชื่อ และที่สำคัญนี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการฟลุ้คอย่างแน่นอน เพราะเขาเคยเจ๊งและเล่นหุ้นอย่างลุ่มๆดอนๆมาเป็นสิบปี และอะไรคือหลักการคิดที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้ถึงขนาดนี้เรามา ติดตามกันครับ


1.ก่อนที่จะซื้อหุ้นให้ตรวจสอบให้ดีว่า รูปแบบราคาของหุ้นตัวที่คุณสนใจนั้นตรงกับรูปแบบราคาหุ้นที่มีความน่าเชื่อถือและให้ผลตอบแทนอย่างดีหรือไม่
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
2.ซื้อเมื่อหุ้นวิ่งผ่านแนวต้านของรูปแบบราคา (chart Pattern) และดูให้ดีว่า มีวอลุ่มเข้ามามากหลังจากราคาได้เคลื่อนผ่านแนวต้านไปแล้วหรือไม่ อย่าซื้อหุ้นเมื่อมันได้วิ่งผ่านแนวต้านเดิมมาเกินประมาณ 5%แล้ว ที่สำคัญคุณควรจะรู้ค่าเฉลี่ยวอลุ่มที่ผ่านมาภายในช่วงเวลา 30 วันด้วยเช่นกัน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
3.ต้องรีบขายหุ้นที่หักหัวกลับลงมาที่จุดซื้อแนวต้านเดิม หรือเส้นแนวโน้มที่พึ่งผ่านมา (trend line) โดยปกติแล้วคุณควรตั้งจุดขาดทุนไม่เกิน1-2 ช่องต่ำกว่า Breakout Point หรือแนวต้านเดิม นักเล่นหุ้นบางคนอาจจะตั้ง “จุดตัดขาดทุน” ไว้ไม่เกิน 5% ของพอร์ทรวม และนี่อาจรวมถึงการที่เราควรขายหุ้นที่ ไม่วิ่งหลังจากราคาทะลุแนวต้านไปแล้วเกิน 20 นาที หรือ 3 ชั่วโมง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
4.ขายหุ้นออกไปประมาณ 20%-30% หลังจากที่มันได้วิ่งทำกำไรให้คุณไปแล้วประมาณ 15%-20% จากจุดซื้อที่แนวต้านเดิม
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
5.ถือหุ้นที่แข็งแกร่งและแรงที่สุดไว้ให้นานที่สุด และควรขายหุ้นที่เคลื่อนใหวอืดอาดออกไปอย่างรวดเร็ว เราต้องจำไว้ว่า “หุ้นนั้นดีต่อเมื่อมันวิ่งขึ้น”
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
6.มองหา “กลุ่มหุ้นที่นำตลาด” เอาไว้และพยายามเลือกหุ้นจากกลุ่มนี้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
7.หลัง จากที่หุ้นวิ่งไปได้ไกลๆระยะหนึ่ง หุ้นของคุณมีแนวโน้มที่จะถูกเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนคุณไม่อยากเชื่อ ดังนั้นจงเรียนรู้ที่จะ ยกจุดตัดขาย (Trailing Stop) หรือ การกำหนดจุดตัดขายจากเส้นแนวโน้มให้ดีเพื่อช่วยในการออกหุ้นของคุณ ซึ่งพวกคุณอาจจะสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับ Candlesticks หรืออ่านหนังสือ Encyclopedia of Chart Reading เขียนโดย Bulkowski
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
8.จำไว้ให้ดีว่า “หุ้นจะวิ่งวอลุ่มต้องเข้า” ดัง นั้นจงรู้จักสังเกตุพฤตติกรรมของการซื้อขายหรือวอลุ่มของหุ้นที่คุณซื้อและ รู้ว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของวอลุ่มการซื้อขาย ซึ่งคุณจะสามารถสังเกตุเห็นได้จากการอ่านกราฟ วอลุ่มคือกุญแจแห่งความสำเร็จในการวิ่งของราคา
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
9.มีหุ้นมากมายที่อยู่ในการแนะนำให้ซื้อหลังจากหุ้นวิ่งทะลุแนวต้านทำ New high อย่างไรก็ตามแค่การที่มันถูกแนะนำไม่ได้แปลว่าคุณควรที่จะซื้อมันหลังจากที่มันวิ่งทะลุแนวต้านไปแล้ว คุณควรที่จะสังเกตุพฤตติกรรมของราคาและวอลุ่มในระหว่างวันหลังจากมันวิ่งทะลุขึ้นไป และดูประกอบกับสภาพตลาดโดยรวมด้วย
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
10.คุณไม่ควรเล่นหุ้นด้วย Margin หากคุณยังไม่ชำนาญในตลาดหุ้น ในการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค และที่สำคัญคือการควบคุมอารมณ์ของคุณ เพราะ Margin จะทำให้คุณหมดตัวได้

ขอขอบคุณ  http://www.mangmaoclub.com

การวิเคราะห์ทางเทคนิค ด้วยปริมาณการซื้อขาย หรือ Volume Analysis

1.การเคลื่อนที่ของวอลุ่มและราคามักจะเป็นไปตามแนวโน้ม
ดังนั้นแนวโน้มขาขึ้น แรงซื้อ ต้องมากกว่าแรงขาย ดังนั้นแท่งเทียนที่ปรับตัวขึ้นบวกต้องมีวอลุ่มมากกว่าแท่งเทียนที่ปรับตัวลง
ส่วน แนวโน้มขาลง แรงขายต้องมากกว่าแรงซื้อ ดังนั้น แท่งเทียนสีดำ (หรือแท่งสีแดง)ที่บอกภาพลบต้องมีวอลุ่มมากกว่าแท่งเทียนที่เป็นภาพซื้อสี ขาว ในตลอดแนวโน้มขาลง
 หาก ภาพของวอลุ่มไม่สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าวแล้ว ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังถึงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้

2.เมื่อวอลุ่มเคลื่อนที่ไม่สอดคล้องกับราคา จะบ่งบอกถึง Trend หรือแนวโน้มข้างหน้าว่ากำลังเปลี่ยนไป
เช่น
เมื่อราคาหุ้นปรับขึ้นทำ New high ใหม่ ในแต่ละรอบ แต่กลับมี ปริมาณการซื้อขายที่น้อยลง ก็บ่งบอกว่าแนวโน้มขาขึ้นที่เห็นนั้นกำลังอ่อนแรง และอาจเปลี่ยนแนวโน้มได้ในไม่ช้า (เสมือนพลุที่หมดเชื้อเพลิง)
ส่วน แนวโน้มในตลาดขาลงที่มีวอลุ่ม เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็จะบ่งบอกถึงแรงขายได้ใกล้หมดลงแล้ว จึงทำให้แรงซื้อจะกลับมาชนะแรงขายอีกครั้ง และตลาดจะปรับตัวเป็นขาขึ้นอีกรอบ
ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้เป็นพื้นฐานขั้นต้นที่นักลงทุนจะต้องเรียนรู้และใช้ประกอบในการตัดสินใจการลงทุนทุกครั้ง
โดย การวิเคราะห์โดยละเอียดและให้แม่นยำนั้น ต้องศึกษาและสังเกตุพฤติกรรมหุ้นในหลายๆรูปแบบ รวมถึงจะต้องเห็นกราฟในรูปแบบซ้ำในหุ้นหลายๆตัว เพื่อเพิ่มทักษะในการวิเคราะห์

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Martin Schwartz สุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน





Martin Schwartz สุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน  ด้วยผลงานการเทรดของเขาที่ไม่ธรรมดา ในปีแรกของการเป็นเทรดเดอร์ เขาสามารถทำเงินได้ถึง $600,000 และเบิ้ลเป็นสองเท่าในปีถัดมา Schwartz เปิดเผยว่าเขาเคยทำเงินได้ถึง $70,000 ในการเทรดเพียงหนึ่งวัน!!!!!!! นอกจากนี้ เขายังได้ตำแหน่งแชมป์การเทรดในรายการ U.S. Investing Championship เมื่อปี 1984 ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเหล่าบรรดานักเล่นหุ้น ชาวอเมริกันเลยทีเดียว !!

ผลงานการเทรดของเขา ยังคงเป็นตำนานให้เทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆ กล่าวถึงอยู่เสมอ ก็ลองคิดดูสิจะมีซักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ทำกำไรเฉลี่ยต่อปีจากการเล่นหุ้นได้ ถึงเกือบ 100% ต่อปี ย้ำนะว่าต่อปี และเป็นช่วงเวลายาวนานถึงกว่า 10 ปีอีกด้วย สิ่งนี้เองทำให้เขาได้รับการกล่าวขานให้เป็น ตำนานของตำนาน! ของบรรดาเหล่านักเล่นหุ้นระยะสั้นสำหรับชาวอเมริกัน!!!!!


Martin Schwartz ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเล่นหุ้นออกมาหลายต่อหลายเล่ม ซึ่งหนังสือที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือหนังสือขายดีอย่าง Market Wizards หนังสือที่ได้รวบรวมบทสัมภาษณ์ของบรรดาเหล่าเทรดเดอร์จากทุกตลาด มาเปิดเผยเทคนิค วิธีการ และแนวคิดในการเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของแต่ละคน ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนสไตล์ใด ไม่ว่าคุณชอบหุ้น ฟิวเจอร์ ค่าเงิน หรือ Commodities ก็แล้วแต่ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคุณแน่นอน ส่วนอีกเล่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือหนังสือที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดที่ชื่อว่า
Pit Bull : Lessons from Wall Street's Champion Day Trader ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวบนเส้นทางชีวิตการเป็นเทรดเดอร์อิสระของเขา ทั้งด้านความสำเร็จและความล้มเหลวให้เหล่ามือใหม่ได้เรียนรู้ก่อนลงสนามจริง
จุดเริ่มต้นของ Martin Schwartz 
หลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย Schwartz เริ่มต้นการทำงานที่ US Marine Corp. หลัง จากนั้นเขาตัดสินใจลาออกไปเป็นนักวิเคราะห์ให้กับโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ เขาเริ่มเรียนรู้การลงทุนในตลาดหุ้น แต่เขาก็ประสบความล้มเหลวตลอดในช่วงเวลา 10 ปีแรก จนเกือบจะต้องล้มละลายในช่วงปี 1970  

หลัง จากนั้น เขาได้ค้นพบหนทางของตัวเอง คือหนทางในการเก็งกำไรโดยใช้เทคนิคคอล เขาค้นพบวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง จนในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานในขณะที่มีเงินเก็บทั้งหมด $110,000 เขาใช้เงิน $92,500 จ่ายเป็นค่าที่นั่งใน floor ที่ตลาด American Stock Exchange ทำให้เขาเหลือเงินเพียง $20,000 เขาจึงต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่นอีก $50,000 ทำให้เขามีเงินในการเริ่มต้นเทรดทั้งสิ้น $70,000 

"ผมเริ่มต้นด้วยการขาดทุนในสองวันแรก ในการเทรด Option แต่หลังจากนั้นผมก็ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง หลังจาก 4 เดือนแรก ผมได้กำไร $100,000 ครบปีผมทำเงินได้ถึง $600,000 และ $1,200,000 ในปีถัดมา"

"หลังจากนั้นผมตัดสินใจหันไปเก็งกำไรในตลาด future แทน ด้วยเหตุผลว่าตลาด option เริ่มเล็กไปสำหรับผมและผลประโยชน์ด้านภาษีในช่วงเวลานั้น การเทรด future ทำเงินให้ผมจาก $40,000 เป็น $20 ล้านในช่วงที่ผ่านมา โดยไม่เคยมีช่วงเวลา drawdown มากกว่า 3% นั่นเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก"

หลักการเทรดของ Schwartz คือ เขาจะพยายามทำกำไรให้เป็นบวกในทุกๆเดือน เขาเผยว่าเขาเคยพยายามที่จะทำกำไรให้ได้ทุกๆวัน และเขาก็พบว่ามันบ้ามากที่จะคิดแบบนั้น เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ในทุกเดือนเขาสามารถทำกำไรได้ประมาณ 90% ของจำนวนวันที่เทรดทั้งหมด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา  

นอก จากนี้เขาได้พูดถึงสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ในตลาดขาดทุน ว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ชอบที่จะเสียเงินมากกว่ายอมรับว่าตัวเองผิด พวกเขาต้องการจะปกป้อง ego ของตัวเอง แต่สำหรับ Schwartz เขาบอกว่าเขาสามารถทำกำไรจากตลาดได้ ตั้งแต่ที่เขาสามารถพูดกับไอ้เจ้า ego ของเขาว่า การทำเงินสำคัญมากกว่ามัน และเขาไม่มีวันยอมเสียเงินซักแดงเดียวเพื่อที่จะปกป้อง ego เด็ดขาด !!!!
  
คำแนะนำสำหรับมือใหม่
ผม อยากจะให้มือใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาในอาชีพนี้ทุกคน คิดและเชื่อว่าคุณทำได้ คุณสามารถประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ได้มากกว่าที่คุณฝันไว้ เพราะนั่นมันเป็นสิ่งที่เกิดกับผม ผมมีอิสรภาพทั้งด้านการเงินและการใช้ชีวิต ผมอยากไปไหนก็ได้ที่ผมต้องการ ลูกๆ ของผมคิดว่าที่ทำงานของพ่อของพวกเค้า คือ บ้านของเรา 

สิ่ง ที่จะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ดีขึ้น คือ คุณต้องเรียนรู้ที่จะขาดทุน สิ่งสำคัญในการทำกำไรก็คืออย่าปล่อยให้การขาดทุนมันบานปลาย นอกจากนี้ อย่าพยายามเพิ่ม volume การเทรด จนกว่าคุณจะสามารถดับเบิลพอร์ตของคุณได้ คนส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดโดยการพยายามเพิ่ม volume ใน การเทรดทันทีที่เขาเพิ่งเริ่มจะที่จะมีกำไร และนั่นเป็นหนทางแห่งหายนะที่ทำให้เค้าเหล่านั้นต้องเดินออกไปจากตลาดแห่ง นี้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้ Martin Schwartz ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ หลังจากล้มเหลวมานานกว่า 10 ปี นั้น ผู้เขียนเชื่อว่าเกิดจากปัจจัยที่สำคัญสองอย่าง อย่างแรก คือเขาค้นพบวิธีการที่เหมาะกับเขา ตลอดช่วงเวลาที่เขาขาดทุน เขาใช้การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเข้าเทรด จนเมื่อเขาได้รู้จักกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงทำให้เขาเริ่มทำกำไรได้ แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะดีกว่าการวิเคราะห์ ทางพื้นฐาน สิ่งสำคัญมันคือ การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีความเหมาะสมกับตัวตนของเขาต่างหาก!!!! ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณต้องมีก็คือคุณต้องหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวคุณให้เจอก่อน

สำหรับปัจจัยอย่างที่สอง ซึ่งเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของ Schwartz ก็ คือ การเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง เขาเริ่มประสบความสำเร็จในการเก็งกำไรหลังจากที่เขาต้องการทำเงินมากกว่า ต้องการที่จะเป็นฝ่ายถูก คนส่วนใหญ่ยินดีจะเสียเงินเพื่อจะเป็นฝ่ายถูก (คือเลือกที่จะไม่ cut loss) การเทรดของ Schwartz จึงออกมาในรูปแบบของการเน้นควบคุมความเสี่ยงเป็นสำคัญ เขาจะลด volume ในการเทรดหลังจากการขาดทุนอย่างมาก รวมถึงลด volume เท รดเช่นกันหลังจากได้กำไรมหาศาล เพราะเขามีประสบการณ์ขาดทุนอย่างมากหลังจากการได้กำไรก้อนโต เขาบอกว่าหลังจากการได้เงินหรือเสียเงินจำนวนมากๆ จะทำให้การควบคุมเกมส์การเทรดและการควบคุมอารมณ์ของเราสูญเสียไปบางส่วน การลด volume เทรดลงจะช่วยให้เรากลับมาอยู่ในเกมส์ของเรามากขึ้น           
   


ขอขอบคุณ  http://2binvestor.blogspot.com