แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญาการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เรียนรู้ ตัวเอง กับ วัฎจักรแมงเม่า

 

 จากกราฟ และ จุดประกอบ จะมีรายละเอียดดังนี้คือ
A คือ “แหยง ไม่กล้าซื้อ” : คือช่วงเวลาหลังหุ้นตกลงมาอย่างมากจนถูกสุดๆ แต่นักลงทุนรายย่อยจะไม่กล้าซื้อ เพราะเพิ่งขาดทุนมา ยังเข็ดไม่หาย และแนวโน้มที่คนส่วนใหญ่วิเคราะห์คือ มีโอกาสลงต่อ ( ณ จุด ที่หุ้นราคาถูก คุณไม่มีทางทราบว่า ราคาถูกที่สุดหรือยัง จนกว่ามัน จะผ่านมาสักระยะ แล้วมองย้อนไปในอดีต ถึงจะรู้ว่า ช่วงเวลาใดที่ ราคาหุ้นถูกที่สุด แต่ไม่ต้องเสียดาย เพราะเราไม่ได้คาดหวังให้คุณซื้อได้ถูกที่สุด แต่ต้องถูกกว่า อาทิตย์หน้า เป็นพอ)

B คือ “ขายหมู (สำหรับคนมีหุ้น) : ช่วงที่เพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ๆ คนจะยังไม่มั่นใจ คนที่ถือหุ้นเอาไว้ (อาจจะซื้อที่ยอดดอย หรือ ซื้อที่ราคาต่ำ) ก็จะขายทำกำไรออกมาก่อน ซึ่งช่วงนี้ ราคาจะค่อยๆ ขยับขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อบีบให้คนกลัวขายออกมาให้หมด และจะขึ้นแบบไม่มีวอลุ่มมาก แสดงว่า แมงเม่า ยังไม่เข้ามาแจม

C คือ “ตกรถ ( เสียดาย)” : เมื่อรายย่อยขายหุ้นออกไปจำนวนมาก ราคาจะเริ่มขึ้นเร็วขึ้น มีแต่คนบ่นว่าตกรถ แต่ก็ไม่กล้าซื้อ ช่วงนี้ เซียนหุ้นมือใหม่ (แมงเม่านั่นเอง) จะแสดงความเก่งว่า “เดี๋ยวมันก็ลงมา เราจะไม่หลงกลเข้าไปซื้ออีก เด็ดขาด”

D คือ “ไล่ซื้อตาม (ยังไม่ประมาท)” : หลังจากอดทนรอ อยู่นาน ก็จะเริ่มทนไม่ไหว เพราะราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไปต่อ ยิ่งหุ้นที่เราเคยเล่นด้วยแล้ว มันน่าเข้าไปเล่นตามน้ำ เอากำไรเล็กๆ น้อยๆ แก้เบื่อดีกว่าอยู่เฉยๆ

E คือ “ขายทำกำไร (เริ่มลำพอง)” : หลังจากเข้าไปซื้อหุ้นที่ตัวเอง เคยเล่น ก็สามารถหาจังหวะขายตามน้ำได้ และได้กำไรกันเล็กๆน้อย เพราะเอากำไรในช่วงสั้นๆ ช่วงนี้รายย่อยจะเข้ามาในตลาดกันเยอะ และยิ่งกำไร จะยิ่งลำพองมากขึ้น

F คือ “ขายแล้ววิ่งต่อ (เสียดาย น่าจะซื้อเยอะกว่านี้ และ รออีกหน่อย)” : หลังจากที่ขายหุ้นทำกำไรไปแล้ว ราคาหุ้น อาจจะวิ่งไปต่ออีกหน่อย และเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงมากที่สุด แสดงว่า รายย่อยเข้ามาเต็มตลาดแล้ว และ หุ้นก็เริ่มมีการเปลี่ยนมือ สู่มือรายย่อยกันเยอะขึ้น

G คือ “ลงมาให้ซื้อกลับ ( ดีใจมากที่มันลงมาต่ำกว่าที่เคยขายไป)” : หลังจากตลาดผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ก็มีการปรับตัวลงมาบ้าง ซึ่งตอนนี้ จะมีรายย่อยเข้ามารับหุ้นกลับ

H คือ “โลภซื้อเพิ่ม ( คิดว่ามันคงจะเด้งกลับไป)” : หลังจากซื้อไปแล้ว หุ้นยังลงมาต่อ ด้วยความโลภ อยากเอากำไรให้ เต็มที่กว่าคราวที่แล้ว จึงซื้อเพิ่ม ด้วยความดีใจว่า ซื้อได้ถูกกว่าเดิมอีก

I คือ “เครียด แต่ไม่ขาย ( เริ่มเสียวๆ แต่ขายไม่ลง)” : หลังจากซื้อถัวไป หลายรอบเงินก็เริ่มหมด แต่หุ้นก็ยังลงต่อ การจะตัดใจขายก็ทำไม่ลง เพราะต้นทุนครั้งแรก ก็สูงเหลือเกิน กะว่าจะรอให้มันเด้งอีกสักทีจะขาย

J คือ “ตัดใจขาย ( กลัวขาดทุนเพิ่ม)” : อดทน อยู่ในความเครียด เห็นหุ้นลงต่อเนื่องมาหลายวัน เริ่มทนไม่ได้ และ หุ้นก็มีแนวโน้มจะลงต่อ เป็นช่วงที่ตลาดจะมีข่าวร้ายเข้ามามากกว่าข่าวดี เพื่อป้องการการขาดทุนมากกว่านี้ จึงตัดใจขาย และคิดว่า จะไม่ไปยุ่งกับ หุ้นตัวนี้อีก

A คือ “แหยง ไม่กล้าซื้อ” และ พอหุ้นลงมาถูกกว่าเดิม ก็ไม่คิดจะกลับไปซื้อแล้ว เพราะ เข็ดกับมันอย่างมาก
B , C , D, E , F , G , H , I , J , A แล้ว ก็วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขาดทุนจนเลิกเล่นหุ้น แล้วคนใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่ นี่คือ วัฎจักรแมงเม่าไทย นิทาน ที่เล่าสู่กันฟัง แต่ไม่มีใครเลย คิดทำอะไรที่แตกต่างจากนี้ เฮ้อ ! 

สิ่งที่เล่ามา ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับวงการหุ้นไทยเลย มีการเขียนเรื่องราวประมาณนี้ ในหลายๆ กระทู้ในเว็บไซต์ แล้วก็จะมีคนอ่าน เข้ามาเห็นด้วย ว่าจริง อย่างนู้น จริงอย่างนี้ ปีแล้ว ปีเล่า กระทู้ลักษณะนี้ ก็ยังมีคนใหม่ๆมาเขียนเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเรียนรู้ ที่จะเปลี่ยนแปลงเลย เพราะมันเป็นเรื่อง ของ สัญชาติญาณมนุษย์ ที่แก้ไม่ได้ มันอยู่ในจิตใจ คนทุกคนดังนี้

สัญชาติญาณมนุษย์ กับ วัฎจักรแมงเม่า
เมื่อกลัวก็ จะหลีกเลี่ยง
มนุษย์ทุกคน จะมีจิตใต้สำนึกที่จะหลีกเลี่ยงที่จะทำในสิ่งที่กลัว ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความกลัวบางสิ่งตั้งแต่เกิดไม่เท่ากัน ดังนั้นคนแต่ละคนจะรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน บางคนจึงชอบเล่นกีฬาอันตราย อย่าง ปีนเขาได้ บางคนเล่น สกี หรือ บางคนเล่น โบวลิ่ง เป็นต้น การเล่นหุ้น แต่ละคน ก็จะมีระดับความกล้าเสี่ยงไม่เท่ากัน เช่นกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ หากคุณถูกทำให้กลัวในสิ่งใด แล้ว คุณจะจดจำความกลัวนั้นไว้ในใจ และจะไม่กล้าทำสิ่งนั้นอีกในช่วงเวลาๆ สั้นๆนั้น เช่น เมื่อหุ้นที่ซื้อตกหนัก จนคุณขาดทุนมาก และต้องตัดขาดทุนไป อย่างเจ็บปวด เมื่อหุ้นตัวนั้นเริ่มขึ้นไปอีกครั้ง ในช่วงเริ่มต้น คุณจะไม่กล้าซื้อ จึงช่วง A ว่า “แหยงไม่กล้าซื้อ”

เมื่อกำไร จะลำพอง และคิดว่าตนเก่ง
คนทุกคนเมื่อประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง ต่อมต่างๆจะหลั่งฮอร์โมน ออกมาทำให้รู้สึก สบายใจ, ดีใจ และมั่นใจ ยิ่งถ้าคุณสามารถทำสิ่งเดิมสำเร็จ ซ้ำอีกครั้ง ความมั่นใจจะมากขึ้น กลายเป็นความ ลำพอง และเมื่อมั่นใจมากถึงจุดหนึ่งคุณ จะลืมตัว และ ประมาทในสิ่งที่ทำ ดังนั้นช่วงปลายตลาดขาขึ้น เมื่อรายย่อยมั่นใจกันสุดๆ วอลุ่มจะเยอะเป็นพิเศษ เพราะรายย่อยจะกล้านำเงินมาเพิ่มในการลงทุน ด้วยความประมาท และความโลภ จากความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อผิดพลาด จะไม่ยอมรับ
โดยธรรมชาติของคนแล้ว คนส่วนใหญ่เวลาทำผิดพลาด มักที่จะไม่ยอมรับ จะพยายามหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองเสมอ อย่าได้แปลกใจเลยที่คุณก็เป็นแบบนี้ เพราะมันเป็นสัญชาติญาณในการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่งของมนุษย์ ยิ่งหากเป็นช่วงที่คุณกำลังมีความมั่นใจเป็นพิเศษแล้ว จะยิ่งลำพอง และไม่ยอมรับในความผิดพลาด เช่นเมื่อตลาดหุ้นเริ่มลงแล้ว รายย่อยบางคน อาจซื้อหุ้นแล้วติดหุ้น แต่แทนที่จะยอมรับความผิดพลาด กลับไปซื้อเพิ่ม เพื่อถัวเฉลี่ย ยิ่งลง ยิ่งซื้อ ทุ่มไปสุดตัวไม่ยอมรับความจริงตั้งแต่ ที่พลาดครั้งแรกแล้วว่า ทำไมหุ้นที่เราซื้อเพราะคิดว่ามันจะขึ้น แต่มันลง แสดงว่าเราคิดผิดตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อคิดผิดก็ควรยอมรับแล้ว หยุดทำผิดซ้ำเข้าไปอีก มากกกว่าเมื่อความ

กลัวมากถึงจุดจำกัด ก็จะทำอะไรสักอย่าง
คนเราเมื่อทำผิดมักไม่ยอมรับว่าทำผิด แต่ในใจก็ยังมีความกลัวความผิดอยู่ ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกกลัวจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จากสติที่เริ่มกลับมา และเมื่อความผิดพลาดมันมากขึ้นไปเรื่อยๆ ความกลัวก็จะมากขึ้นตามไป จนถึงจุดหนึ่งที่ ร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว สมองจะสั่งการให้เราตัดสินใจทำอะไร สักอย่างเพื่อ “หยุด” ความเลวร้ายที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจอยู่ให้หมดไป เรียกว่าเป็น การป้องกันตนเอง ขั้นสุด ของมนุษย์ หรือ หมาจนตรอก นั่นเอง ถึงจุดนี้เราจะสามารถทำอะไรที่เลวร้ายได้ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดมากเท่าไร หากเป็นหุ้น ก็คือสามารถขายขาดทุน 50% ได้ หรือหากเป็นธุรกิจ ก็คือช่วง ตัดสินใจ เลิกกิจการ นั่นเอง เมื่อทำแล้ว จะสบายใจขึ้น แต่ก็จะกลัวสิที่งที่เกิดขึ้น สุดชีวิต และจะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก ( กลับเข้ามาวัฎจักร เมื่อกลัวจะหลีกเลี่ยงอีกครั้ง)

วัฎจักร ขายหมู ตกรถ ติดดอย ขายขาดทุน จึงเกิดซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้น ก่อนจะเริ่ม ศึกษาการซื้อหุ้น ต้องเอาชนะตัวเองให้ได้ เสียก่อน หากทำได้ยาก อาจใช้วิธี คิดแผนการลงในสมุด แล้วยึดเอาแผนการในสมุดเป็นที่ตั้ง ไม่เอา อารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง 


เรียนหุ้นจากเชฟกระทะเหล็ก



เชื่อว่าหลายคนคงเคยดูรายการ "เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย" ที่ได้รับลิขสิทธิ์มาจากญี่ปุ่น ผมเองก็ชอบดูรายการนี้เช่นกัน และมักคิดเสมอว่ารายการนี้มันออกอากาศมายั่วน้ำลายเราก่อนนอนแท้ๆ ...แต่ก็มีอยู่คราวหนึ่งที่รายการนี้ได้ให้ไอเดียการลงทุนที่ดีกับผม


หากจำไม่ผิดในการแข่งขันทำอาหารครั้งนั้น เชฟเอียน (พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย) เชฟกระทะเหล็กอาหารตะวันตก ต้องรับมือกับ เชฟฟิลิปป์ ซึ่งเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง เชฟฟิลิปป์เป็นพ่อครัวที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์และเป็นฝรั่งที่(ดัน)พูดไทยได้ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่ามีอะไรจะพูดกับคู่แข่งหรือไม่ เชฟฟิลิปป์คงต้องการข่มขวัญคู่ต่อสู้จึงหันไปถามว่า "เชฟเอียน คุณพร้อมจะแพ้มั๊ย?" ในห้องส่งก็ส่งเสียงฮือฮา...


รู้มั๊ยครับว่าเชฟเอียนตอบว่าอย่างไร


เขาตอบว่า "ผมพร้อมเสมอครับ"




นัยยะของการ "พร้อมพ่ายแพ้"



หากเราศึกษาประวัติและวิธีคิดของเชฟผู้นี้ก็จะรู้ว่าทำไมเขาถึงตอบไปอย่าง นั้น เชฟเอียนเคยเป็น Executive Chef ประจำโรงแรมห้าดาวมาก่อน ร้านอาหารของเขาได้รับการยกย่องติดอันดับว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดใน โลก ปัจจุบันเขามีร้านอาหารอยู่ในต่างประเทศหลายแห่งและเป็นผู้ดำเนินรายการ ทีวีเกี่ยวกับอาหารอีกด้วย


เชฟเอียนในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก แม่ต้องเข็นรถขายข้าวแกง ส่วนตัวเขาต้องช่วยงานที่บ้านทั้งก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน แต่ที่สุดแล้วทางบ้านก็กู้เงินส่งเสียให้ไปเรียนเมืองนอก โดยตัวเขาเองก็ต้องทำงานเสิร์ฟอาหารและช่วยงานครัว เชฟเอียนมีทัศนคติของการ จริงจังและทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ เขาได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองจนชนะการแข่งขันทำอาหาร International Cooking Competition  ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงอาหาร ทัศนคติของการพร้อมรับความพ่ายแพ้กลับเป็นการเปิดใจให้เรียนรู้สิ่งใหม่และ ทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่ง Executive Chef ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของเชฟได้ในที่สุด


การพร้อมที่จะพ่ายแพ้หาใช่เหตุที่เราจะพ่าย แพ้... การพร้อมเปิดรับความพ่ายแพ้ เท่ากับเรากำลังบอกตัวเองว่าเรายังไม่ดีที่สุด เรายังต้องเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้เชฟเอียนจึงทิ้งเงินเดือนมหาศาลในตำแหน่ง Executive Chef ไปเปิดร้านอาหารของตัวเองและกลายเป็นเชฟเอียนทีเรารู้จักในทุกวันนี้




แล้วการ "พร้อมขาดทุน" ล่ะ?



ข้อคิดที่ผมได้จากเชฟเอียนก็คือ ในฐานะของนักลงทุน เราเองก็ควรพร้อมรับการขาดทุนเช่นเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะซื้อแล้วหุ้นขึ้นทุกครั้งไป การขาดทุนในระยะสั้นที่เกิดจากความผันผวนของตลาดหุ้นจึงถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อเรามั่นใจว่าตัวบริษัทยังไปได้ดี ที่สุดแล้วราคาหุ้นในระยะยาวก็จะต้องสะท้อนความจริงอันนี้


เมื่อบอกให้เตรียมพร้อมรับการขาดทุน นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่เคยได้ยินกฏเหล็กของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งบอกว่า "อย่าขาดทุน" อาจเริ่มสับสนขึ้นมา ผมจะขออธิบายอย่างนี้ครับ


บัฟเฟตต์บอกว่ากฏการลงทุนของเขามีอยู่ว่า "ข้อ 1 อย่าขาดทุน" และ "ข้อ 2 อย่าลืมกฏข้อแรก"


อย่างไรก็ตาม คำว่าขาดทุนของบัฟเฟตต์นั้นมีความหมายไม่เหมือนกับเราๆ ท่านๆ ในสายตาของบัฟเฟตต์แล้วราคาหุ้นเป็นเพียงแค่มายา แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาได้จากการซื้อหุ้นคือความเป็นเจ้าของกิจการหรือ "มูลค่า" ของบริษัท นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขากล่าวประโยคที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น VI


"Price is what you pay. Value is what you get."


การขาดทุนในความหมายของบัฟเฟตต์จึงเป็นการเสื่อมมูลค่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือบริษัทเลวลง เขาไม่ได้มองว่าการที่ราคาหุ้นลดลงเป็นการขาดทุนเหมือนอย่างคนทั่วไป ที่จริงแล้วเขาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นน้อยมากและถึงกับ กล่าวไว้ว่า "ใครทนเห็นหุ้นที่ตัวเองถืออยู่มีราคาลดลง 50% ไม่ได้ก็ไม่ควรซื้อหุ้น"


กลับมาที่ความหมายแบบ "บ้านๆ" การขาดทุนที่วัดกันด้วยราคาหุ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมใจเอาไว้ ไม่ว่าหุ้นที่ถืออยู่นั้นจะเทพขนาดไหนก็ตามที นักลงทุนที่มีประสบการณ์ย่อมทราบดีว่าตลาดสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งอาจจะวิ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ส่วนอีกทางหนึ่งอาจจะดิ่งลงอย่างบ้าคลั่งเช่นเดียวกัน ถ้าบ้ามากหุ้นก็จะ over- หรือ undervalue และเป็นโอกาสให้เข้าซื้อขาย ส่วนถ้าบ้าน้อยก็เป็นแค่ความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งผมไม่ใส่ใจ เมื่อเราซื้อหุ้นตามแนว VI อย่างแท้จริง โอกาสที่ซื้อแล้วหุ้นลงมีไม่มาก หรือต่อให้ลงมันก็ยังกลับมาได้ในระยะยาว เพราะ "มูลค่า" ของธุรกิจเป็นตัวบังคับ


ดังนั้น ถ้ามีใครมาถามผมว่าพร้อมที่จะขาดทุนหรือไม่ ผมคงต้องตอบแบบเชฟเอียนครับ "ในระยะสั้น ผมพร้อมเสมอ"
ขอขอบคุณ  http://www.monkeyfreetime.com

คนตัดไม้กับนักเล่นหุ้น

ในโลกของพนักงานประจำ บ่อยครั้งเราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักจนแทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ทราบหรือไม่ครับว่าชีวิตของนักเล่นหุ้นเองก็เป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ

พักก่อนมั๊ย? วางแผนก่อนมั๊ย?
เมื่อ ผมเห็นเพื่อนถูกบีบให้ต้อง "ปั่นงาน" ส่งหัวหน้าให้ทันเวลา บอกให้พักก็ไม่พัก เสร็จแล้วงานก็ออกมาผิดๆ พลาดๆ ต้องแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่จริงหากเขาเพียงแต่จะหยุด... และวางแผนสักหน่อย เขาอาจจะพบวิธีบริหารเวลาและทำงานให้เสร็จเรียบร้อยตามเวลาได้ไม่ยากเลย

ผม เปรียบเทียบเรื่องนี้กับคนตัดไม้ที่ไม่ยอมลับขวานก่อนตัดไม้ ด้วยความที่มีเวลาจำกัด คนตัดไม้รีบคว้าขวานวิ่งเข้าไปฟันๆๆๆ ต้นไม้อย่างไม่คิดชีวิต แม้ชาวบ้านที่เดินผ่านมาจะท้วงว่าขวานของเขาทื่อจนไม่กินเนื้อไม้ คนตัดไม้ก็ไม่สนใจ เขาให้เหตุผลว่าหากเขาหยุดแม้เพียงหนึ่งนาที งานของเขาก็อาจไม่เสร็จ ในสมองของเขารู้แต่เพียงว่ายิ่งเขาเร่งมือเท่าไหร่ งานก็ยิ่งเสร็จเร็วเท่านั้น

ระบบความคิดของคนตัดไม้ คือ

[งาน] = [ความเร็วในการทำงาน] x [เวลา]

จึง ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะรีบร้อน (เพิ่มความเร็วในการทำงาน) และไม่ยอมหยุดพัก (เพิ่มเวลาทำงาน) ทั้งที่จริงแล้วหากเขาเพิ่ม "ประสิทธิภาพ" ในการทำงานด้วยการคิดและวางแผน เขาอาจเพิ่มความเร็วในการทำงานขึ้นได้หลายเท่าและทำงานเสร็จได้โดยไม่ต้องทำ งานหามรุ่งหามค่ำ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ทำ

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง สภาพของคนตัดไม้เหงื่อโทรมกาย แต่รอยขวานยังกินเนื้อไม้ไปไม่ถึงไหนเลยด้วยซ้ำ เขาหยุดดูผลงานตัวเองเพียง 2-3 วินาทีด้วยความระทดท้อ แต่ก็กลับมาเหวี่ยงขวานอย่างเดิมอีก

ยิ่งเล่นหุ้น ยิ่งเจ๊ง

ราว กับคนตัดไม้กลับชาติมาเกิด นักเล่นหุ้นมือใหม่หลายคนคิดว่าถ้าเขาทำกำไรจากหุ้นด้วยการ "เล่นรอบ" ซื้อถูกขายแพงรอบแล้วรอบเล่า ยิ่งเวียนซื้อได้บ่อยเท่าไหร่ก็ยิ่งรวยเร็วเท่านั้น พฤติกรรมนี้ไม่ต่างอะไรกับคนตัดไม้ที่ในใจคิดแต่จะเหวี่ยงขวานทื่อๆ

ระบบความคิดของนักเล่นหุ้นเหล่านี้ คือ

[กำไร] = [กำไรต่อรอบ] x [จำนวนรอบ]

พวก เขาจึงพยายามเล่นหุ้นทุกวันหรือเล่นรอบสั้นๆ บ่อยๆ และเข้าออกอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากนักเก็งกำไรมือโปรที่ระบบความคิดของพวกเขา คือ

[กำไร] = [กำไรเฉลี่ย] x [จำนวนครั้งที่กำไร] - [ขาดทุนเฉลี่ย] x [จำนวนครั้งที่ขาดทุน]

สังเกต ว่าพวกมืออาชีพเขาคิดทั้งกำไรและขาดทุน จึงมักอยู่รอดได้ในระยะยาว นอกจากนี้พวกเขายังคิดต่อว่าจะเพิ่มกำไรเฉลี่ยได้อย่างไร และพยายามไม่เทรดบ่อยครั้ง เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ความบ่อย แต่อยู่ที่ความแม่น พวกเขาจึงมักอ่านหนังสือและใช้เวลาค้นคว้าอย่างจริงจังที่จะตีโจทย์เหล่านี้

ผิด กับนักเล่นหุ้นมือสมัครเล่นที่มักพร่ำสอนกันและกันว่า อ่านหนังสือไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ลงมือเล่นหุ้นจริงๆ ไปเลยดีกว่า ถึงขาดทุนก็ถือว่าเป็น "ค่าเรียนรู้" ก็แล้วกัน ...แนวคิดนี้ส่งเสริมให้คนหลับหูหลับตาเล่นหุ้นต่อไปอย่างเมามันด้วยความ หวังว่าการขาดทุนที่พวกเขาพบเจอจะทำให้ได้เรียนรู้

ในทำนองเดียวกับ คนตัดไม้ที่หยุดลับขวานก่อนลงมือตัดไม้ นักเล่นหุ้นก็ควรเพิ่มพูนความรู้ก่อนซื้อหุ้นด้วยเช่นกัน ลองถามตัวเองดูก่อนว่า ถ้าเราสามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของคนอื่นด้วยการอ่าน แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปเปลืองเงินทองละลายไปในตลาดหุ้น เพียงเพื่อให้ได้เนื้อหาเดียวกันนั้น?

จริงอยู่ว่าความรู้และ ประสบการณ์ทั้งหมดไม่ได้อยู่อย่างสมบูรณ์ในหนังสือ แต่ถ้าเราจะหา shortcut เรียนรู้ไปก่อนระดับหนึ่ง เราย่อมประหยัดเงินทองที่จะต้องเป็น "ค่าเรียนรู้" ไปได้มาก หนังสือ 200-300 บาท อาจเทียบเท่าค่าเรียนรู้ในตลาดหุ้นเป็นหมื่นเป็นแสนบาทนะครับ คนที่ประหยัดค่าหนังสือ (ที่จริงไปยืมห้องสมุดมารวยอ่านก็ได้) จึงมักจะเล่นหุ้นเจ๊ง ยิ่งเล่นก็ยิ่งเจ๊ง

คำแนะนำ

ผม แนะนำให้นักลงทุนทุกท่าน "ลับขวานก่อนตัดไม้" เพื่อให้แน่ใจว่าขวานที่คุณมีจะทำให้คุณตัดไม้ได้ง่ายและเร็วขึ้น อย่าลังเลที่จะหยุดเพื่อคิดและวางแผน รวมทั้งลับขวานอยู่เป็นระยะๆ แล้วปริมาณไม้ที่คุณตัดได้จะตามมาเอง

ขอขอบคุณ  http://www.monkeyfreetime.com