แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาในการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาในการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Become a Trader

 Trader คงเป็นอาชีพที่หลายๆคนฝันถึงและอยากประสบความสำเร็จในด้านนี้ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ นั้นเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า Trader ที่ประสบความสำเร็จนั้นมีเทคนิกหรือความลับอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้การ เคลื่อนไหวของราคาหุ้นล่วงหน้า ขอแค่เรารู้เหมือนเขาเราก็จะประสบความสำเร็จได้ แล้วเราก็เริ่มค้นหาความลับนั้น พอได้มา ก็ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แล้วก็เริ่ม ไม่ได้มากขึ้น แล้วก็ล้มเลิก หาวิธีใหม่ พอวนเวียนไปซักพักก็เลิกความพยายาม แต่หลายๆคนด้วยความอยากรู้ อยากได้ ก็ยังมองหาไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นวิธีเดิมๆ ซ้ำกันไปซ้ำกันมา รู้แล้ว ใช้ไม่ได้หรอก คิดไปต่างๆนาๆ แล้วก็ติดกับทางด้านความคิด วนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น

    จริงๆแล้ว Trading เป็นเพียงแค่งานอีกสาขาหนึ่ง ที่คนที่จะประสบความสำเร็จ ต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ฝึกฝนจนชำนาญเป็นทักษะติดตัว ลองคิดดูนะครับว่า กว่าเราจะมาเป็นนักกฏหมาย นักบัญชี วิศวกร แพทย์ หรือ อื่นๆ เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ฝึกฝนมากี่ปี แล้วนี้อาชีพ Trading ที่จะทำเงินได้มากมายใช้เวลาน้อยๆ มีอิสระ เราจะยอมทุ่มเทแค่ไหนเพื่่อให้ประสบความสำเร็จในด้านนี้ ถ้าหากเพื่อนๆ มาถูกทาง ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและมากพอ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีจึงจะเรียกได้ว่าทำกำไรได้ แต่ถ้าจะเริ่มให้เชียวชาญจริงๆ อาจจะต้องผ่านร้อนผ่านหนาว มาไม่น้อยกว่า 5 ปี ถึงจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ

    เราลองมาดูกันว่า เราควรจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ และฝึกฝนอะไรบ้างถึงจะเป็น Trader ได้

    3M* - การจะเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนเลยคือ เราต้องมี 3M อันประกอบไปด้วย 
  1. Method, วิธีการเทรดนั้นเราสามารถหาข้อมูลจากหนังสือหรือสถาบันต่างๆได้ไม่ยากนัก จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ Method คือการทำความเข้าใจตลาดว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน Technical Analysis หรือ Fundamental Analysis วิธีการต่างๆ เราต้องศึกษาให้เข้าใจว่ามันสามารถทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาดและ ราคาของหุ้นได้อย่างไร อย่าศึกษาแบบจดจำมองหาทางลัดเป็นสูตรตายตัว เพราะตลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อเราได้องค์ความรู้จนสามารถเข้าใจและอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาได้แล้ว ช่วงเวลานี้อาจใช้เวลาไม่กี่วันจนถึงไม่กี่เดือน หลังจากนั้นเราต้องฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนความรู้ที่เรามีให้กลายเป็นทักษะติดตัว ให้คิดง่ายๆเหมือนการวาดรูปเหมือน เรารู้ว่าแค่ต้อง วาดโครง เอาดินสอเขียนตามแบบที่เราเห็น เอาสีป้ายๆ ตรงนี้ดำ ตรงนี้แดง แต่พอให้เราลองวาดเอง ครั้งแรกๆ คงดูไม่ได้เลย แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มมีทักษะและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลา 6 เดือน - 2 ปี กันเลยทีเดียว แต่ให้อดทน เพราะผลตอบแทนมันคุ้มค่า อย่ามองหาทางลัด ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยนี้ คือ พวกเกมส์เทรดจำลอง (Simulation) หรือบัญชีกระดาษ บัญชีปลอม (Demo Account) จะทำให้เราสะดวกและเรียนรู้ได้เร็วขึ้น การจดและหัดทำสมุดบันทึกการเทรด (Trading Journal) ก็เป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยให้เราพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง วิธีการเทรดต่างๆ ถ้าเราฝึกฝนจนเข้าใจดีแล้ว ล้วนใช้ได้ผลทั้งนั้น มากน้อยแตกต่างกันไปตามวิธี ถึงเราจะมีวิธีที่ใช้ได้ผลสูงถึง 70-80% เราก็ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะ ไม่ว่าวิธีการจะดีเพียงใด ก็เป็นเพียงแค่ 10-20% ของความสำเร็จเท่านั้น
  2. Money, การควบคุมดูแลเงินทุนในบัญชี และการบริหารความเสียง, Money Management, เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาไปสู่การเป็น Trader ที่ประสบความสำเร็จ ผมให้น้ำหนักตรงส่วนนี้ 20-40%  ของความสำเร็จเลย ทีเดียว ลองคิดดูว่าถ้าเราเทรดได้กำไร 7-8 ครั้งใน 10 ครั้ง แต่ที่ขาดทุนเพียง 2-3 ครั้งนั้น รวมๆแล้วขาดทุนเท่ากับหรือมากกว่ากำไรที่ได้ 7-8 ครั้ง เราคงประสบความสำเร็จไม่ได้ แต่ถ้าเรารู้จักควบคุมความเสี่ยง ไม่ให้เสียมากเกินจำเป็น โดยเฉลี่ยแล้ว เราจะสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ช้าบ้างเร็วบ้างแล้วแต่จังหวะราคาของตลาด Professional Trader บางคนเก็งกำไร แล้วขาดทุนบ่อยครั้งกว่าที่ได้กำไรมาก แต่โดยรวมแล้ว กับได้กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ การกำไรของเขาแต่ละครั้ง สามารถชดเชยส่วนที่ขาดทุนที่ผ่านมากทั้งหมดได้ หรือหักล้างแล้ว ยังเลยกำไรอยู่อีกมากมายก็มี  Money Management ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญ 2 อย่างคือ Risk Management (การเก็งกำไรที่ดีควรมี Risk Reward Ratio ที่ดีกว่า 1:3 ในแต่ละครั้งของการลงทุน) และ Portfolio management (การเก็งกำไรที่ดี ต้องมีการจัดสรร เงินลงทุนในแต่ละจังหวะอย่างเหมาะสม)
  3. Mind, จิตใจ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการลงทุน และเป็นจุดที่จะแยกแยะ ว่านักลงทุนจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ผมขอให้ความสำคัญในส่วนนี้ถึง 40-60% ของความสำเร็จ การจะมีจิตใจที่เป็นกลางพิจารณาข้อมูล สถานการณ์ต่างๆตามควาเป็นจริงไม่ใส่ความรู้สึกตัวเองเข้าไป ไม่ไขว้เขวไปกับความโลภและความกลัวที่เกิดขึ้นระหว่างการเทรด เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก และไม่สามารถสอนกันได้ ต้องเกิดจากการฝึกฝนพัฒนาภาวะจิตใจอย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จได้
    ถึงตรงนี้หวังว่าเพื่อนๆคงจะเข้าใจแนวทางคราวๆในการเตรียมตัวเป็น Trader บ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเราผ่านกระบวนการต่างๆ เราจะได้ระบบในหารเทรดของตัวเราเอง หลังจากนั้นก็ฝึกฝนและพัฒนาไปในแนวทางนั้น เพิ่อนๆก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
 
 * 3M อ้างอิงมาจาก "Trading for a Living" เขียนโดย Alexander Elder
 
 
ขอขอบคุณ  https://sites.google.com/site/donkeytoni/become-a-trader

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จิตวิทยามวลชน


หลายคนที่อ่านเกี่ยวกับตลาดทางการเงินในหนังสือพิมพ์มักจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยามวลชน หรือจิตวิทยาฝูงชน ซึ่งจิตวิทยาฝูงชน หมายถึง การกระทำต่อกันของกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวข้องกันแล้วก่อให้เกิดการโต้ตอบกันในลักษณะของการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะถูกใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในตลาดบนพื้นฐานของสมมติฐาน ดังนี้

1.ตลาดมีความสมดุลในตัวของมันเองและมีระบบที่สามารถควบคุมตัวเองได้

2.ให้แต่ละช่วงเวลาในตลาดประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีผลกระทบ 3 กลุ่ม คือ ผู้นำ, ผู้ตาม และคนแปลกหน้า
 
ผู้นำ คือ พวกที่มีอำนาจในการเคลื่อนไหว มีทุน และมีความเสถียร
ผู้ตาม คือ พวกที่มีพฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย
คนแปลกหน้า คือ พวกมือใหม่ ตื่นตกใจง่าย และพวกนักพนัน

3.ในระยาวแล้วผู้นำจะเป็นผู้สร้างแนวโน้มใหญ่ จากนั้นผู้ตามจะก่อให้เกิดรูปแบบของตลาดในลักษณะที่เฉพาะ และคนแปลกหน้าจะทำให้ตลาดแกว่งไปมาเล็กน้อย

4.และสมมุติติฐานสุดท้ายคือ ในช่วงเวลาสั้น เราสามารถพบ ผู้นำ, ผู้ตาม และคนแปลกหน้าได้ในเวลาเดียวกัน และจะพบว่าจะมีกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือกลุ่มอื่น

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนใจเปิดบัญชีเทรด Forex กับโบรกเกอร์ Exness คลิ๊ก 

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จิตใจนั้นสำคัญ ต้องฝึกมันให้อยุ่ในลู่ในทาง ไม่ทำให้เราเสียวินัย

 


การตัดสินใจซื้อ-ขาย ในตลาดหุ้นนั้น ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์ หรือ นักเก็งกำไร แล้วจะต้อง ทราบว่า เหตุผลของ Player ต่างๆ ที่เข้ามาเล่นนั้นมี 108 ประการ ดังนั้นเหตุผลของเรากับเหตุผลของเค้าอาจจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นหากเราต้องหมดพลังไปกับการหาเหตุผลต่างๆมากมาย ซึ่งมีปัจจัยแปรเปลี่ยนอยุ่ตลอดเวลาบนยุคข่าวสารแบบนี้นั้น ก็จะทำให้เราต้องสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เพราะเหตุผลผิดก็กำไรได้ หากแต่เราต้องรู้ว่าจะเล่นเกมส์อย่างไรให้เป็นผู้ชนะเกมส์ ซึ่งพอผลของเกมส์ออกมาแล้วเราจะไปตัดสินใจบนข้อมูลต่างๆที่ออกมาสนับสนุนผล ลัพท์ของเกมส์ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ดัง นั้นถ้าเทรดเดอร์มีระบบที่ดีอยุ๋แล้ว มีการจัดการความเสี่ยงต่างๆไว้ครอบคลุมหมดแล้ว เราจะต้องกลัวอะไรกับการตัดสินใจทำตามระบบบนสถานการณ์ที่ไม่สนับสนุนเหตุผล ต่างๆที่คอยกดดันเราอยุ่
แต่ ถ้าเราไม่กล้าทำตามระบบแสดงว่าระบบของเรายังมีปัจจัยบางอย่างมากระทบต่อจิต ใจของเราได้เราถึงไม่กล้าทำตามระบบ อาจจะกลัวขาดทุน กลัวกำไรน้อยลงไป หรือ สาเหตุต่างๆน้องก็ต้องวิ่งหาตัวต้นเหตุเหล่านั้นให้ได้ ถ้าเรากลัวขาดทุนทุนแสดงว่าระบบเราอาจจะเพิ่งพาการตัดสินใจแบบทิศทางมากเกิน ไปจนทำให้รายได้เรายึดติดกับการคาดการณ์ตลาด ถ้าเรากลัวกำไรน้อยลงก็อาจจะเป็นที่ระบบเรายังไม่มีความมั่นคงในการล็อคตัว กำไร หรือระบบการจัดสรรการเก็บกำไรที่ดีพอเป็นต้น 

สรุป แล้วในขณะที่คนอื่นกำลังหาระบบเทรดที่สุดยอด อยากให้คุณโฟกัสไปที่การฝึกจิตใจของตัวเราสำคัญเป็นอันดับแรกมากกว่า ครับ เพราะถ้าจิตใจเราแข็งแกร่งนี่หล่ะครับระบบเทรดที่ดีที่สุดแล้ว ต่อให้มีแค่กราฟอย่างเดียว หรือ แค่เส้นค่าเฉลี่ยเพียงเส้นเดียว เราก็สามารถเทรดได้แถมยังง่ายในการเทรดด้วยจะตัดสินใจอะไรก็ง่าย ไม่ต้องเพิ่งระบบอัลกอริทึ่มที่ซับซ้อน

ปล. อย่าลืมทำโทษตัวเองนะครับถ้าจิตใจพาผิดวินัย แล้วก็อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองถ้าทำดีตามระบบนะครับ


ขอขอบคุึณ http://mudleygroup.blogspot.com

Recency Bias

สมอง ของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริง มีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias)


ตัวอย่าง เช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ หมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือนก็จะค่อยๆ ลดลงจนเท่ากับระดับปกติ ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ
เวลา มีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก


พวกนักการเมือง รู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียว ในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย เพราะโดนข่าวล่าสุด กลบผลของมันไปจนหมด
นักลง ทุนในตลาดหุ้นก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหนหรือ เศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ ความกลัวเหล่านั้นก็จะเริ่มจางหายไปเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราควรทำตรงข้าม กล่าวคือ หลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหม่ๆ เราไม่ควรจะกลัวที่จะซื้อหุ้นแต่เป็นเวลาที่เราควรจะกล้าซื้อหุ้นมากกว่า 


เวลา หุ้นพื้นฐานดีๆ บางตัวมีข่าวร้ายมากระทบ ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับพื้นฐานโดยรวมของหุ้นตัวมักแย่ลงไปด้วย เราจะ เริ่มไม่ค่อยแน่ใจกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นที่เราเคยเชื่อว่าดีจนทำ ให้เราตัดสินใจลงทุน ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าข่าวร้ายเหล่านั้นจะไม่ได้ติดตัว หุ้นนั้นไปแบบถาวร แต่เีราอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักข่าวร้ายนั้น มากกว่าสิ่งดีๆ ทั้งหมดของหุ้นตัวนั้นที่เคยเป็นมาตลอดและยังไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะข่าวร้าย นั้นเลยแม้แต่น้อย 


ความยากของเรื่องนี้อยู่ ตรงที่ เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังลำเอียงอยู่ เพราะเวลาที่เราลำเอียง เรามักใช้อารมณ์ของเราฟันธงไปก่อน แล้วสมองของเราจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเรานั้น เราจึงมักรู้สึกว่าเรากำลังใช้เหตุผลอยู่ เวลาที่เราลำเอียง ที่จริงแล้ว เหตุผลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สมองของเราคัดเลือกมาเพื่อสนับสนุน อารมณ์ของเราเท่านั้นโดยคัดกรองเหตุผลอื่นๆ ที่ขัดแย้งออกไป เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราลำเอียง ใครก็ตามที่มีสติรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น คนนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย


Recency Bias เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมักขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด และไม่ยอมซื้อหุ้นในเวลาที่ควรซื้อหุ้นมากที่สุดด้วย




ขอขอบคุณ  http://www.settrade.com/blog/1001ii/ 

Anchoring

ใน การทดลองหนึ่งที่ให้กลุ่มตัวอย่างแย่งกันประมูลไวน์ขวดหนึ่ง ในใบเขียนราคา ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเลขสองหลักสุดท้ายของหมายเลขบัตรประกันสังคมของตัวเอง ก่อน จากนั้นจึงค่อยกรอกราคาที่ต้องการซื้อไวน์ขวดนั้น ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายอยู่ระหว่าง 50-99 จะเสนอราคาสูงกว่ากลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายระหว่าง 00-49 อย่างน้อย 60% โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะเลขบัตรประกันสังคมไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการตีราคาไวน์ของแต่ละ คน

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่ง ในการตัดสินใจของมนุษย์ที่เรียกว่า Anchoring เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่งที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ไวน์ เป็นต้น สมองของเราจะพยายามหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Anchor) เพื่อช่วยให้ตอบคำถามนั้นให้ได้ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจเกี่ยวข้องอยู่บ้างหรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้
พวก นายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้จักจุดบกพร่องนี้ดี เวลาพวกเขาต้องการจะขายบ้านหลังหนึ่งให้ได้ในราคาดี เทคนิคของพวกเขาคือจะพา ลูกค้า(เหยื่อ)ไปดูบ้านหลังอื่นก่อนที่แย่กว่าแต่ตั้งราคาไว้แพงมากสักสอง สามหลัง จากนั้นจึงค่อยพาลูกค้าไปดูบ้านหลังที่อยากขาย แล้วเสนอราคาขายที่สูง แต่เป็นราคาที่คุ้มกว่าราคาของบ้านหลังแรกๆ (Anchor) เป็นอย่างมาก วิธีนี้ช่วยจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคานั้นเป็น Good Deal ได้มากกว่าการพาลูกค้าไปดูบ้านหลังนั้นแค่หลังเดียว แล้วเสนอราคาเดียวกันนั้นให้กับลูกค้า

เป็น เรื่องยากมากที่คนทั่วไปจะตีราคาบ้านหลังหนึ่งได้อย่างถูกต้อง คนทั่วไปจึงต้องหาอะไรสักอย่างเป็น Anchor การพาลูกค้าไปดูบ้านที่ทั้งห่วยและแพงกว่าก่อน เป็นการสร้าง Anchor ให้กับลูกค้า (ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขาย)

ผม ว่า Anchoring เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลอย่างมากต่อความคิดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เหมือน กัน อันที่จริง การตีมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์อย่างธุรกิจหรือหุ้นนั้นยากยิ่งกว่า อสังหาริมทรัพย์เสียอีก นักลงทุนจึงยิ่งต้องหา Anchor ในการอ้างอิง และผมสังเกตว่า Anchor ส่วนใหญ่ของนักลงทุนก็คือ "ราคาหุ้นในช่วงล่าสุดที่ผ่านมา" นั่นเอง

หุ้น ตัวหนึ่งที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่แคบมาก เช่น 10.0-10.3 บาท มาเป็นเวลานานเช่นหกเดือน ถ้าวันหนึ่งมันมีราคากระชากขึ้นไป 11 บาททันทีในวันเดียว ปฏิกิริยาแรกของเราก็คือ เราจะไม่กล้าซื้อที่ราคา 11 บาท เพราะเราจะรู้สึกว่ามันแพง (เคยซื้อกันได้ที่ 10 บาท จะซื้อที่ 11 บาททำไมกัน) ความที่เราไม่มองไม่ออกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจควรเป็น เท่าไร เราจึงใช้ราคาปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิงโดยไม่รู้ตัว

หลัง จากวันนั้นถ้าราคายังไม่หยุดทะยานต่อ 12 13 14 15 16 อย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เราเองจะไม่กล้าซื้อแต่เราจะเริ่มรู้สึกโกรธตลาดหุ้น ด้วย เราจะคิดในใจว่า ทำไมในตลาดหุ้นถึงได้มีแต่คนที่ชอบเก็งกำไรเต็มไปหมด ซื้อกันเข้าไปได้ยังไงที่ราคา 16 บาท ฟองสบู่แล้ว แล้วหลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็ทะยานขึ้นต่อไปอีกเป็น 25 บาท (ซึ่งคุณก็ไม่ซื้ออยู่ดี)
แต่หลังจากนั้นสัก พัก ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถยืนอยู่แถว 25 บาทได้ เช่น แกว่งอยู่ระหว่าง 24-26 บาทเป็นเวลานานมากเช่น 6 เดือน จนความฮือฮาเริ่มหายไปกลายเป็นความเคยชินเข้ามาแทนที่ ตอนนี้เราจะค่อยๆ ลืมความเห็นของตัวเองที่เคยคิดว่า หุ้นตัวนั้นแพงมากที่ราคา 11 บาท แต่อาจเปลี่ยนมาบอกตัวเองว่า แหม ถ้าหุ้นตัวนี้ลงมาเหลือสัก 20 หรือ 21 บาทได้ในเร็วๆ นี้ เราจะขอช้อนซื้อซะหน่อย นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อเวลาผ่านไป ได้สักพักหนึ่ง คุณได้ปรับ Anchor ของคุณใหม่แล้ว จาก 11 บาท กลายเป็น 25 บาทนั่นเอง คุณจึงรู้สึกว่าราคาที่ 20 บาทเป็นราคาที่ไม่แพง

บ่อยครั้งเมื่อดัชนีตก แรงๆ ในวันเดียวเช่น 5% คนจำนวนมากจะเกิดความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากเสมอ แม้ว่าดัชนีในตอนนั้นจะสูงมากแค่ไหนก็ตาม แม้แต่ 1700 จุด ถ้าตกวันเดียวเหลือแค่ 1600 จุด ความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากจะเกิดขึ้นทันที ตามเว็บบอร์ดหุ้นต่างๆ จะมีคนออกมาโพสต์ว่าโอ้โหหุ้นถูกมากๆๆๆๆ แล้วกรูเข้าไปเก็บกันใหญ่ แต่ใน ความเป็นจริง เวลาที่ตลาดหุ้นจะตกลง 30% นั้น มันจะเริ่มต้นจากการตก 5% ก่อนเสมอ ถ้าเราชอบรู้สึกว่าหุ้นถูกทุกครั้งที่หุ้นตก 5% ในวันเดียว เราจะกลายเป็นคนหนึ่งในคนที่ขาดทุนหนักเสมอในการ Crash ทุกครั้ง ในทางตรงกันข้าม ถ้า SET อยู่ที่ 200 จุด แล้วกลายเป็น 250 จุดในเวลาแค่สองวัน ความรู้สึกว่าหุ้นแพงมากก็จะมาทันทีด้วย (อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่า จริงๆ แล้ว SET ในเวลานั้นๆ ควรมีราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร เพราะไม่ว่าจะเป็นเท่าไร ความรู้สึกนี้ก็จะเกิดขึ้นเสมอ) สมัยก่อนนี้ หุ้น ITV ซึ่งลงมาเรื่อยๆ จาก 30 บาทเหลือแค่ไม่กี่สตางค์นั้น ตลอดทางที่มันลงมา 30>25>16>10>6>2>0.5 จน worthless ในที่สุดนั้น วันที่มันตกแรงๆ มากเป็นพิเศษทุกวันจะมีคนออกมาพูดว่า มันถูกมากๆ ไม่ว่าวันนั้นจะอยู่ที่ราคาเท่าไรก็ตาม

คน ที่เล่นหุ้นโดยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมก็ไม่ได้ แปลว่าจะรอดจากอิทธิพลของ Anchoring เสมอไป Anchoring คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาเราวัดมูลค่าหุ้นเสร็จแล้ว หากพบว่าค่าที่ได้ต่างจากราคาหุ้นในปัจจุบันอย่างมากมาย เราจะเกิดความไม่แน่ใจ และกลับไปแก้ไขสมมติฐานต่างๆ ใหม่ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเราคิดผิดรึเปล่า คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็ได้ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อใดที่เขาเจอหุ้นที่วัดมูลค่าได้ต่ำกว่า ราคาตลาดมากๆ เขาก็ไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะไม่กล้าเชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง   

ใน ตลาดมีหุ้นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทุกวันนี้มันมีราคาสูงกว่าตอน IPO เมื่อหลายสิบปีก่อนหลายๆ เท่าตัว และไม่เคยลดลงไปเท่ากับ IPO เลย แม้ตลาดหุ้นจะตกแรงแค่ไหน นั่นแสดงว่า บริษัทที่มีธุรกิจที่ดีมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง ในระยะยาวราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วทำไมเราจึงคิดว่า หุ้นแพงเกินไปเสมอเมื่อหุ้นนั้นมีราคาต่างจากที่มันเคยเป็น ที่จริงแล้วราคา หุ้นมันก็เคลื่อนไหวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตามปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบมัน มันไม่เคยสนใจหรือจำได้หรอกว่ามันเคยอยู่ที่ราคาเท่าไรมา ก่อน เราเองต่างหากที่ไปคิดว่าราคาหุ้นที่มีเหตุผลจะต้องเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับ ค่าเดิมเท่านั้น

คนที่ลงทุนด้วยวิธีปัจจัยพื้น ฐานควรสังเกตตัวเองดูว่า เราติดกับ Anchoring อยู่รึเปล่า ราคาตลาดในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อความคิดเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่ เหมาะสมของเราหรือไม่ บางคนมักรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าหุ้นแทบทุกตัวในตลาดตอนนี้ ถูกลงได้อีกสัก 10% จะน่าซื้อทั้งนั้น แล้วพอดัชนีขยับขึ้นไปอีก 10% ก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า หุ้นทุกตัวแพงไป 10% อีก ถ้าตกลงมาอีก 10% ค่อยซื้อ แบบนี้ไปเรื่อยๆ เช่นนี้น่าสงสัยได้เลยว่า คุณกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Anchoring อยู่

คน ที่เป็นอิสระจาก Anchoring ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ต้องมองเห็นหุ้นแต่ละตัวถูกหรือแพงไม่เหมือนกัน เช่น เขาอาจมองว่าหุ้น ABC ต่อให้ลงมาอีก 80% ก็ยังแพงอยู่ ส่วนหุ้น DEF ถ้าลงมาอีกแค่ 10% ก็ซื้อได้แล้ว ในขณะที่หุ้น GHI ต่อให้แพงกว่านี้อีก 30% ก็ยังซื้อได้ เป็นต้น เพราะนั่นแสดงว่า ความเห็นของเขาเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแต่ละตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ราคาตลาดในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย


ขอขอบคุณ  http://www.settrade.com/blog/1001ii/

The Effect of Human Emotion on Game Theory Decisions

บทความนี้ผมอยากเขียนมานานแล้ว แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลาทำให้ต้องยืดเวลาออกไปนาน แต่เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสได้อ่าน Paper ของ John L Pollock (A Blueprint for How to Build a Person) ซึ่งเป็นตำราของทาง MIT และการศึกษาของเค้าค่อนข้างที่สนับสนุนและสอดคล้องกับเหตุผลในการวิจัยเชิงปฏิบัติการของผมอยู่อย่างมาก

จึง ถือโอกาสเขียนเรื่องนี้ไปด้วย แน่นอนถึงแม้แต่อาชีพทางการเทรดของผมจะทำให้มีเวลาน้อย แต่ผมก็ยังคงพยามจัดสรรเวลาเพื่องานวิจัยส่วนตัวของผมอย่างต่อเนื่องเพื่อ ที่จะพัฒนาแนวคิดใหม่ๆขึ้นมาให้กับคนอื่นเพื่อเป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นการ ต่อยอด หรือ การปรับปรุงในการใช้ประโยชน์ที่ดีขึ้น รวมทั้งการค้นหาความรู้ใหม่ๆที่นอกเหนือจากความรู้ Classic ดั้งเดิมที่เราต้องคอยเรียนรู้ไปด้วย
จาก ทฤษฎีเกมส์ดั้งเดิมนั้น เราจะเห็นได้ว่า มนุษย์นั้น ต้องตัดสินใจบนที่ตั้งของผลประโยชน์ของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก แน่นอนนี่เป็นสิ่งสำคัญ ( สิ่งเหล่านี้เวลาที่เราเป็นนักวิจัยหรือนักวิชาการ เราจะมองว่ามันผิดหรือถูกไม่ได้ ผมเคยคุยกับนักวิจัยท่านหนึ่ง สมัยอยุ่มี่อเมริกา เค้าบอกว่านักวิจัยที่ดีนั้นจะไม่ได้สนใจเรื่องถูกผิดในทฤษฎีนั้นๆ หากแต่จะสนใจว่าความรู้ในเรื่องเดียวกันที่แตกต่างนั้นจะประยุกต์หรือเค้า กับสถานการณ์จริงแบบไหนๆได้บ้าง เพราะเมื่อมันเคยเป็นทฤษฎีมาก่อนแสดงว่ามันต้องเคยสอดคล้องกับเหตุการณ์ บางอย่างมาได้ ถึงแม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมดก็ตาม เพียงแต่มนุษย์มักจะพยามมองหาความสมบูรณ์แบบนั้นจึงทำให้สมัยนี้เราไม่ได้ พัฒนาการความคิดไปเฉกเช่นดังคนสมัยก่อน เราจึงพัฒนาไปได้แค่ตัวเทคโนโลยีเฉยๆดังเช่นปัจจุบัน ซึ่งแนวคิดของเค้ายังคงกินใจผมมาจนถึงปัจจุบันนี้ )
ทีนี้กลับมาที่ทฤษฎีเกมส์การตัดสินใจ แน่นอนเราทุกคนต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองก่อนอยุ่แล้ว เช่น ถ้าเลือก ทาง A คุณจะได้ผลตอบแทน 10 บาท ทาง B คุณจะได้ผลตอบแทน 20 บาท แน่นอนเราทุกคนย่อมจะเลือกทาง B อยุ่แล้ว ซึ่งถือเป็น Common sense decisions แน่นอนว่า รูปแบบของเกมส์จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้นถ้ามีเงื่อนไขของการตัดสินใจ ที่แตกต่างมากมายมาเกี่ยวข้อง ซึ่งก่อให้เกิด Game theory ที่ซับซ้อนตามขึ้นมาอีกมากมายหลายทฤษฎี

แต่ หากเราได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับตัวมนุษย์แล้วนั้นจริงๆที่เราทำให้รุ ปแบบเกมส์นั้นซับซ้อนก็เพราะ คำว่าผลประโยชน์ของมนุษย์แต่ล่ะคนนั้นไม่เหมือนกันนั้นเอง นั่นคือสิ่งที่โลกของวิทยาศาสตร์สังคมศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะในโลกของคณิตศาสตร์นั้นเราไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์ของคนสองคนได้ เรา ไม่สามารถตีค่าได้ว่าผลประโยชน์ของคนไหนมีค่าสูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์ทางการเงินที่มาพร้อมความเสี่ยง และ ผลประโยชน์ทางความมั่นคง ต่อคนโสด และ คนที่มีครอบครัว ทั้งยังรักครอบครัวด้วย มักจะมีความหมายแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของคนเหล่านั้นเมื่อเข้ามาอยุ่ในเกมส์เดียวกัน ดังนั้นก็จะก่อให้เกิดความผิดเพี้ยนในรุปแบบของเกมส์ ตามที่มันควรจะเป็นตามทฤษฎีได้ ซึ่งผมจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “Paradox in game theory “
ในเมื่อเป็นแบบนี้ทฤษฎีเกมส์จะนำมาใช้ได้จริงหรือ แบบนี้มันจะคาดการณ์ได้หรือไม่ เมื่อมันมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องขนาดนี้ หลาย คนอาจถอดใจเมื่อถึงขั้นนี้ เพราะมนุษย์พยามจะหาความสมบูรณ์แบบ แต่เนื่องจากเราไม่สามารถหาความสมบูรณ์แบบในสังคมศาสตร์หรือโลกแห่งความจริง ได้ เพราะจริงๆแล้วความสมบูรณ์แบบที่น่าทึ่งของธรรมชาติที่คอยใบ้สอนสร้างให้พวก เราคอยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาขึ้นมานั้น ก็คือผลงานการสร้างของธรรมชาตินั้นล้วนมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวมันเอง ไม่อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือที่นัก วิทยาศาสตร์ชอบเรียกอีกอย่างว่า "ธรรมชาตินั้นมีความสมบูรณ์แบบในการสร้างสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดขึ้นมาใน จักรวาลนี้" เพราะความสมบูรณ์แบบนั้นเป็นกรอบที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง เราอาจจะยกตัวอย่างสิ่งที่สมบูรณ์แบบได้มากมายเช่น สูตรทางเคมีของน้ำทั่วไปว่า H2O นั่น ก็คือถ้าเราจำกัดกรอบเล็กๆของเราเป็นกรอบทางเคมีวิชาการ เราก็จะได้ความสมบูรณ์แบบชั่วคราวที่เราหลอกตัวเราเองขึ้นมา แต่หากกรอบเรากว้างขึ้นน้ำทุกชนิดล่ะ มันก็ไม่จำเป็นต้อง H20 เสมอไป H30 ซึ่งเป็น Heavy water ก็ยังได้ แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ต้องการความสมบูรณ์แบบมากขึ้นก็จะบอกว่าโอเค มันต้องประกอบไปด้วย Hydrogen และ oxygen แน่ นอน และมีคุณสมบัติของธาตุแบบนั้นแบบนี้ ดังนั้นเราก็จะเห็นได้ว่าความสมบูรณ์แบบนั่นคือ หัวข้อเรื่องในสิ่งต่างๆที่เรากำหนดตามกรอบความรู้ของเรา ซึ่งอาจจะถูกต้องในกรอบหัวข้อนั้นๆ แต่พอมาอยู่หัวข้ออื่นก็อาจจะมีบางอย่างที่แตกต่างกันขึ้นมาเกิดขึ้นซึ่งเรา มักจะคาดไม่ถึง เป็นต้น

แน่ นอนเราไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันเรื่องความไม่สมบูรณ์แบบปล่อยให้เป็น หน้าที่ของนักวิจัยเค้าเถียงกันต่อไป ซึ่งเถียงมาหลายรุ่นแล้ว ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนถูก ธรรมชาติมันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป แต่ เนื่องจากทฤษฏีมากมายตั้งอยู่บนความสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ทำไมเราไม่ลองอยู่ในโลกของความไม่สมบูรณ์แบบบ้างล่ะ โลกของคำตอบเป็นช่วง หรือ การคาดการณ์ ไม่ใช่คำตอบเฉพาะ ตายตัว ซึ่งทำให้มันน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะในปัจจุบันมีหลายๆงานเริ่มไม่เน้นการใช้คำตอบแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อรองรับความรู้หรือไอเดียที่แปลกใหม่ในอนาคต 

ทีนี้กลับมาที่ Game Theory Classic จริงๆ แล้วทฤษฎีนี้ใช้ได้ดีมาก เพียงแต่เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวทฤษฎีปัญหาอยู่ที่กรอบการกำหนดค่าของเราแต่แรก เช่นหากเรากำหนดเงินเป็นผลประโยชน์สูงสุด ดังนั้นหากจะได้ Game theory ที่ดีเราคงต้องนำเหล่าคนหน้าเงินทั้งหลายมาจับแข่งกัน ดัง นั้นการแก้ปัญหาการประยุกต์ใช้ ทฤษฎีเกมส์หลังจากงานวิจัย 5 ปี ของผม คิดว่าเราต้องกำหนดผลประโยชน์ของเกมส์ให้เหมาะสมเสียก่อน เช่น Game theory ใน ตลาดหุ้น แน่นอน สมัยก่อนก็จะใข้เงินเป็นผลประโยชน์เพราะทุกอย่างของตลาดทุนผลลัพธ์ท้ายก็ เป็นเงิน แต่หากเรากระจายผลประโยชน์ต่างๆออกมาเราก็จะเห็นภาพที่แตกต่างกัน ผลประโยชน์ที่ดึงดูดคนเข้าแม่แน่นอนผลประโยชน์หลักเป็นเงิน แต่มันยังมีหลายสิ่งที่ดึงดูดผู้คนหลายกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องให้ได้กำไรสูง สุดในตลาดหุ้นก็ได้ เช่น การฟอกเงิน หรือการพยามเคาะหุ้นตัวที่มีผลกับดัชนีสำหรับเจ้ามือหวยหุ้นเพื่อไม่ให้เลข ดัชนีออกตรงที่ตัวเองต้องเสีย pay off มากสุด บลาๆ เป็นต้น 

ที นี้กลับมาที่งานวิจัยบางงานของผมก่อน แน่นอนจะเข้าใจถึงทฤษฎีเกมส์ได้เราต้องทดลองเข้าไปมีส่วนร่วมกับเกมส์เหล่า นั้นอย่างแท้จริงเสียก่อน และงานวิจัยส่วนหนึ่งของผมของหลีกเลี่ยงเกมส์บางเกมส์ไม่ได้เช่น poker ซึ่งเป็น Classic เกมส์ ที่ผมชอบพูดถึงบ่อยๆ เพราะเมื่อเราเข้าใจหลักการเล่นเกมส์แล้ว เราก็จะสามารถหาเทคนิคในการจะเป็นผู้เล่นในเกมส์นั้นๆที่ดีได้ คำพูดนี้ผมได้มาจาก Starcraft Gamer อาชีพของเกาหลีคนหนึ่ง แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว " เค้าบอกว่าเค้าเล่นเกมส์ได้ดีในหลายๆเกมส์เพราะเค้ารุ้ว่ามนุษย์ออกแบบเกมส์ มาเพื่ออะไรและวัตถุประสงค์ของเกมส์คืออะไร ซึ่งกฏกติกาที่มนุษย์ชอบสร้างขึ้นในชีวิตจริงก็ไม่ต่างกับกฏของเกมส์ในเกมส์ เลย ดังนั้นนักเล่นเกมส์มืออาชีพก็จะสามารถมองทะลุเข้าไปถึงผู้สร้างได้อย่าง ง่ายได้ และสามารถเล่นเกมส์นั้นได้ดีกว่าผู้เล่นคนอื่นๆทั่วไป และที่น่าเศร้าคือมนุษย์มักรับความจริงในโลกความจริงไม่ได้ว่าแต่ล่ะประเภท มันก็คือเกมส์ในรุปแบบต่างๆกันซึ่งเรากำลังเล่นกันอยุ่เช่นเกมส์ทุนนิยมใน ปัจจุบัน (เค้าใช้คำว่า Capitalism Game ) อืมเป็นคนเกาหลีที่หลุดอังกฤษมาแค่คำนี้ ผมก็เลยไปค้นดู อ่อ มันเคยมีเกมส์ชื่อนี้ในคอมด้วยนี่นา มิน่าเลยหยิบคำนี้มา วันที่ผมได้ฟังขณะกินเบียร์อยุ่กับเพื่อนๆที่สิงคโปร ผมบอกกับเพื่อนๆว่าคนนี้สมกับเป็น Gamer มืออาชีพจริงๆ บางทีการได้ฟังความคิดเห็นหรือกรอบความรุ้ที่แตกต่างก็จะทำให้เราเกิดไอเดีย และมุมมองใหม่ๆได้เสมอ และนั่นคือสิ่งที่ผมชอบมากเวลาได้ยินอะไรหรือกรอบความรุ้ใหม่ของผู้คนหลายๆ คน และถ้าผมเป็นพวกแอนตี้นักเล่นเกมส์ผมก็อาจจะปิดทีวีหรือไม่ฟังเค้าพูด ไอเดียของผมก็คงจะปิดอยุ่ที่แค่ตรงนั้น"

หากเปรียบเทียบความยากของ Poker กับ stock market แล้ว ตามทฤษฎีการเล่นเกมส์นั้น ความยากของ poker นั้นสูงกว่ามาก เช่นตัวอย่างเล็กน้อยดังต่อไปนี้

การเดิมพันของ Poker นั้น หากพลาดเราจะสูญเงินที่เดิมพันทั้งหมด แต่ใน stock market มุลค่าแค่ลดลงส่วนหนึ่ง
 
ผลลัพท์ของ Poker ในการ bet แต่ล่ะครั้งหน้าไพ่สามารถออกได้หลายรูปแบบ แต่ตลาดหุ้นในการ bet แต่ล่ะครั้งหน้าไพ่ออกได้แค่สองแบบคือ ราคาขึ้นจากที่ bet หรือ ราคาลดลงจากที่ bet
จำนวนผู้เล่นในวง Poker มีจำกัดน้อยกว่ามาก ดังนั้นหากมีคนนำกำไรออกจากวงโอกาสเสียเปรียบในเกมส์ก็จะสูงขึ้นมากทันที ขณะที่ Stock market มีผู้คนมากมายผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา โอกาสที่จะมีเม็ดเงินผลัดเปลี่ยนจากผู้คนเข้ามาแทนที่ก็สูงมากขึ้น และถึงแม้ไม่มีเงินใหม่เข้ามาหากคนยังไม่ยอมขายหุ้นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดเอากำไรออกไป เราก็ยังมีเวลาและโอกาสอยู่

ที นี้มาดูสองสิ่งที่แปลกแตกต่างกันในมุมมองของแต่ล่ะวงการและน่าสังเกตของ มนุษย์ อิอิ ในวงการ poker อาชีพเราจะสนใจนัก poker ที่สามารถสร้างรายได้จาก poker ได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะทุกคนรุ้ว่าการชนะ Big pot เงินสูงสุด ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร หากนัก poker นั้นวิธีการเล่นไม่ดีพอ ระยาวเค้าก็จะใช้เงินนั้นหมดอยุ่ดี แต่ในตลาดหุ้นคนทั่วไปจะสนใจเฉพาะผู้ที่ทำเงินได้มากสุดว่าเป็นวิธีที่ดีที่ สุด ซึ่งความจริงแล้วถ้าคุณได้ big pot จากหุ้นก้อนโตแล้วล่ะก็เช่นนักลงทุนแนวถือครองแบบ VI โอกาสที่คุณจะกลับมาเสียทั้งหมดนั้นมันยากมาก ถ้าไม่ใช่นักเก็งกำไรบ้าเลือดจริงๆ เพราะหุ้นนั้นเสื่อมแค่มูลค่า แต่เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากหุ้นที่เราถือครองได้เรื่อยๆไม่ว่ารุปแบบใดๆ ก็ตาม เช่น เงินปันผล หรือแม้แต่ให้คนยืมเพื่อชอร์ตเซลหาดอกเบี้ย หรือแม้แต่นำบางส่วนมาซื้อๆ-ขาย เทรดเพื่อลดต้นทุนการถือครองของหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังทำได้ ดังนั้น เกมส์ของหุ้นจึงมีทางให้พวกเราเลือกหลายทางมาก ขอให้มั่นใจในแนวทางที่คุณตัดสินใจ จะเลือกชนะแบบครั้งใหญ่ทีเดียว หรือ เก็บกินเรื่อยๆ ก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นแนวทางของเราอยุ่กับวิธีการใดๆ เป็นต้น 


 ขอขอบคุึณ http://mudleygroup.blogspot.com