แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวคิดและเทคนิคการเทรด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนวคิดและเทคนิคการเทรด แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บริหารพอร์ตเหมือนบริหารร้านค้าแนวคิดของ William O’Neil



 ทั้ง O’Neil และ Livermore ต่างก็มองว่าการเล่นหุ้นนั้น ก็เหมือนกับการทำธุรกิจ (ธุรกิจเก็งกำไร)คุณต้องบริหารกิจการของคุณให้อยู่รอดและสร้างผลกำไรได้ อย่างสม่ำเสมอ นั่นทำให้คุณต้องรู้จักการบริหารเงินทุน(หน้าตัก), บริหารพอร์ตลงทุน, บริหารความเสี่ยง ซึ่งก็ไม่ต่างจากการทำธุรกิจเท่าไหร่เลย

และเป็นที่แน่นอนว่า ถ้าคุณไม่จริงจังหรือไม่ได้ใส่ใจธุรกิจของคุณ ก็คงยากที่คุณจะประสบความสำเร็จจากธุรกิจนั้นๆ

นี่ ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น เพราะคนส่วนใหญ่มักคิดว่า การเล่นหุ้นก็เล่นง่ายๆ แค่สั่งซื้อหุ้น พอขึ้นก็ขาย ลงก็ซื้อ หรือมักคิดว่า กำไรจากหุ้นนั้นหามาได้โดยง่าย
ซึ่ง นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก เพราะคนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ‘ทุกคน ทุกแนว’ ต่างก็ต้องใช้ความพยายาม ความขยัน และอดทน กว่าที่จะพบเจอความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ครับ

ในส่วนของการบริหารพอร์ต ผมอ่านจากหนังสือ ‘How to Make Money in Stocks’ ของ O’Neil เป็นหัวข้อที่เนื้อหาสั้นๆแต่อ่านแล้วรู้สึกชอบ เพราะเค้าเปรียบเทียบการบริหารพอร์ตกับการบริหารสต็อคสินค้าของธุรกิจได้ อย่างน่าสนใจ
ลองอ่านดูครับ ถ้าแปลผิดก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
สมมติว่า คุณเปิดร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆสำหรับผู้หญิง
หลังจากเปิดร้านเรียบร้อย คุณก็ได้สั่งเสื้อมาสต็อคเก็บไว้ 3 สี คือ สีฟ้า สีดำ และ สีเขียว
หลังสินค้าเข้ามาไม่นานนัก สีฟ้า ขายดีมากและหมดไปอย่างรวดเร็ว, สีดำ ขายได้ครึ่งนึง, เหลือแต่ สีเขียว ที่ขายไม่ออกซักชิ้นเดียว

หลังจากเห็นผลการขายสินค้าล็อตแรกผ่านไป คุณจะทำอะไรต่อไป?
คุณจะเดินเข้าไปหาลูกค้าที่อยากได้เสื้อสีฟ้า แล้วคุยแบบนี้ไหมครับ
“ตอน นี้เสื้อสีฟ้าขายหมดแล้วครับ เหลือแต่เสื้อสีเขียวที่ยังไม่มีใครซื้อเลย แต่ผมคิดว่ามันสวยดีนะ และส่วนตัวผมก็ชอบสีเขียวมากที่สุดด้วย เพราะงั้นคุณช่วยซื้อสีเขียวแทนละกันครับ”
แน่นอนว่า ถ้าคุณเปิดร้านขายของจริงๆ คุณไม่สามารถพูดแบบนี้ได้!
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นักธุรกิจหรือพ่อค้าแม่ค้าที่ฉลาดและสามารถเอาตัวรอดในธุรกิจการค้าได้ จะต้องนึกในใจแล้วว่า
“สงสัยจะมีอะไรผิดพลาดซะแล้ว เราต้องรีบระบายเสื้อสีเขียวออกให้หมด เริ่ม จากลดราคาซัก 10% ดู ถ้าลด 10% แล้วยังขายไม่ออกอีก ก็ลด 20% ไปเลย (ลดล้างสต็อค) รีบๆขายให้หมด เอาเงินทุนคืนมาจากสินค้าที่ไม่มีใครต้องการให้เร็วที่สุด จากนั้นก็ไปสั่งสต็อคสินค้าที่กำลังขายดีเพิ่ม นั่นก็คือ เสื้อสีฟ้า ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก” >> นี่ถือเป็น common sense ทั่วไปในธุรกิจค้าขาย
แล้วคุณเคยคิดแบบนี้กับการบริหารพอร์ตลงทุนของคุณหรือไม่? ถ้าลองเปลี่ยนจากร้านขายเสื้อมาเป็นพอร์ตหุ้นของคุณล่ะ?
สถานการณ์คือ คุณซื้อหุ้นมา 3 ตัว

ผ่านไปซักพักใหญ่ๆ (มากกว่า 2 เดือน หรือ 8-10 สัปดาห์) หุ้น ตัวที่คุณคิดว่าดีมากและชอบมากมันไม่ไปไหนเลย แต่หุ้นตัวที่คุณไม่ชอบเท่าไหร่กลับค่อยๆขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ และดูเหมือนตลาดจะชอบตัวนี้มากกว่า แต่คุณก็ไม่เห็นด้วย เพราะคุณไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อเสียต่างๆของมันตามที่คุณได้วิเคราะห์เอาไว้
แน่นอนว่าทุกๆคนเคยเลือกหุ้นผิดพลาด เคยเลือกตัวที่ไม่ดี แต่ การที่หุ้นบางตัวขายดีมากๆ ก็แสดงว่ามีคนต้องการซื้อ (หุ้นมี Demand สูง) ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ (และอาจจะเป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้) ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณที่ดี โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังถือหุ้นตัวนั้นอยู่ด้วย
แต่ถ้าคุณมัวแต่ คิดว่า หุ้นตัวนี้ไม่เห็นจะมีอะไรดีขนาดนั้น คุณมองว่าคนอื่นน่าจะคิดผิดแน่ๆ เลยรีบขายทำกำไรจนหมด แล้วย้ายไปซื้อหุ้นตัวอื่นๆที่คุณคิดว่าดีกว่า นั่นก็จะทำให้คุณกำลังพลาดการทำกำไรก้อนใหญ่จากหุ้นที่ถืออยู่นั่นเอง (ขายหมูตัวใหญ่)

ถึง แม้ว่าหลังจากหุ้นขึ้นไปมากๆ (จากจุดที่คุณขาย) มันจะร่วงลงมาแรงตามพื้นฐานที่คุณเคยคิด แต่ในระหว่างทางที่มันได้ขึ้นไปหลายเท่าตัว คุณก็ได้แต่นั่งมองมันขึ้นไปด้วยความเสียดาย เพราะถึงคุณจะไม่ได้ขายที่จุดสูงสุดก็เถอะ แต่ยังไงก็จะได้ขายในราคาที่สูงกว่าจุดที่คุณขายไปจริงๆนั่นเอง
และหลายคนก็มักเอาเงินไปจมกับหุ้นที่ตนคิดว่าดีมากๆที่ยังไม่ขึ้น แต่กลับต้องเจอกับการรอคอยอย่างยาวนาน กว่าที่ตลาดจะมาสนใจหุ้นคุณ ซึ่งบางครั้งอาจจะนานเป็นปี
นั่นถือว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างมากในมุมมองการลงทุนของ O’Neil ในเรื่องของ ‘Time Value Of Money’ ครับ คือ แทน ที่คุณจะเอาเงินไปทำกำไรจากหุ้นตัวอื่น แต่เงินลงทุนนั้นกลับจมและเสียเวลาอยู่กับหุ้นตัวที่ขายไม่ออก ซึ่งก็คล้ายๆกับการบริหารสต็อคสินค้าที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นเองครับ
“สรุป แล้ว การบริหารพอร์ตในลักษณะแบบนี้ จะทำให้พอร์ตหุ้นของคุณมีหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง และมีโอกาสทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้นครับ ที่สำคัญคือ เป็นการลดค่าเสียโอกาส จากการที่เงินจะไปจมอยู่กับตัวที่อ่อนแอนั่นเอง”

ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกหุ้นถูกต้องทุกครั้ง (Stock Selection) ถึงจะได้กำไรมากๆ กำไรมากน้อยมันอยู่ที่การบริหารหุ้นในพอร์ตและจังหวะเวลาด้วยครับ
‘ถ้า คุณเจอหุ้น Winner Stocks แต่ถือแค่ 10% ของพอร์ต แถมรีบขายหมู สรุปคุณก็ไม่ได้กำไรเท่าไหร่เลย แถมตัวที่ถือเยอะๆกลับไม่ใช่หุ้นที่ทำกำไร บางทีก็ลงตามตลาดอีก สรุปแล้วผลตอบแทนของคุณก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่ครับ’

ซึ่งปัจจุบันผมจึงให้ความสำคัญกับ Stock Selection, Valuation, Timing และ Position พอๆกันครับ เพราะผมมองว่าทุกปัจจัยสำคัญพอๆกัน และก็มีเหตุผลที่ทำให้แต่ละปัจจัยมีความสำคัญครับ
แถมท้ายด้วยประโยคนี้ครับ จะทำให้เห็นความสำคัญของ Timing ในการลงทุน

“Good stocks bought at the wrong time can go down as much as poor stocks, and it’s possible they might not be such good stocks in the first place. It may just your personal opinion they’re good” ; William O’Neil

และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น เราสามารถสรุปออกมาเป็น 1 ในกฏการลงทุนของ O’Neil ก็คือ
>> ‘Buy Strength, Sell Weakness’ <<

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บทความสรุปหนังสือของ Larry Williams - How I Made One Million Dollars Trading Commodities Last Year

 



นี่คือหนังสือสุดคลาสิคอีกเล่มหนึ่งในบรรดาหนังสือการเทรดที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ เทรดเดอร์หลายคนพยามยามค้นหาหนังสือที่ดีและทันสมัย อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์กลับมองตรงกันข้าม พวกเขามองว่าโดยทั่วไปแล้วหนังสือเก่าคือหนังสือที่ดีที่สุด

Larry Williams เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในวงการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์
หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนในยุคเริ่มต้นของปี 1970 ระหว่างที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้น หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอย่างมากในการเทรดตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่มันไม่ใช่หนังสือที่จะแสดงวิธีการเทรดที่เขาใช้ทำเงินเป็นล้านเหรียญดังชื่อเรื่อง


กลยุทธ์ในการเทรด

ผมแน่ใจว่าผู้คนจำนวนมากที่อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องการวิธีการที่จะนำไปใช้เทรดให้เหมือนที่เจ้าของหนังสือทำ แต่มันไม่เหมาะนักหรอก คุณควรจะจะเอาความรู้ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับตัวคุณเองเพื่อความสำเร็จในแนวทางที่เหมาะสมกับคุณดีกว่า

นี่คือพื้นฐานที่สรุปได้จากกลยุทธ์ในการเทรดของหนังสือเล่มนี้:

- มองหาความพิเศษของราคาในเดือนที่ใกล้เคียงกันเพื่อเปรียบเทียบกัน ตัวอย่าง เช่น สิงหาคม ปี 2007 น้ำมันดิบอยู่ที่ $73.25 และ กันยายน ปี 2007 น้ำมันดิบอยู่ที่ $72.80 นี่หมายความว่ามีความต้องการขายอยู่อย่างหนาแน่น และถ้าตลาดต้องการสินค้าในตอนนี้ราคาเสนอซื้อจะต้องสูงขึ้น

- ติดตามสภาวะการซื้อขายสิ้นค้านั้นๆอยู่เสมอ เพราะมันจะนำพามาสู่เงินลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

- สถานะคงค้าง คือ เทคนิคหลักๆ ของผู้เขียน ทฤษฎีของเขาคือ ตลาดจะเป็นตวแทนของสถานะคงค้าง ถ้าสถานะคงค้างเพิ่มสูงขึ้น มันคือสัญญาณของตลาดขาลง และการลดลงของสถานะคงค้าง คือสัญญาณของตลาดขาขึ้น

- เทรดไปในทิศทางเดียวกับเทรน ใช้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 อาทิตย์ ในการกำหนดเทรน ถ้ามันอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คุณต้องเล่นในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น ถ้ามันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คุณต้องเล่นในทิศทางขาลงเท่านั้น


- สำหรับจังหวะในการเทรด เขาอธิบายว่าเขาใช้  %R indicator ในการเทรด โดยทั่วไปคุณควรจะเข้าเล่นในทิศทางขาขึ้นในขณะที่ตลาดกำลังมีสภาวะขายมากเกินไป และคุณควรจะเข้าเล่นในทิศทางขาลงในขณะที่ตลาดกำลังมีสภาวะขายมากเกินไป


Money Management

Money Management คือ กระบวนการที่เริ่มขึ้นก่อนการเทรด คุณต้องรู้ว่าเท่าไหร่ที่คุณสามารถเทรดได้ เท่าไหร่ที่คุณสามารถเสี่ยงได้ในแต่ละครั้ง  สำหรับกฏของผู้เขียนมีดังนี้


- อย่าลงทุนมากว่า 30% ของทุนทั้งหมด และแนะนำให้มือใหม่อย่าลงทุนมากว่า 20% ของทุนทั้งหมด

-อย่าเทรดมากกว่า 6 ตลาดในเวลาเดียวกัน

- เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าไม่อยากเสียเงินอีกต่อไป นั้นคือเวลาที่คุณกำลังจะหมดตัว

- คุณไม่ควรเสี่ยงเกิน 5% ในการเทรดแต่ละครั้ง

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนใจเปิดบัญชีเทรด Forex กับโบรกเกอร์ Exness คลิ๊ก 


วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เคล็ดลับการเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ


Trader for Managed Account or Proprietary Trading program  สวัสดี ครับคุณประวีร์ที่เคารพ ผมสนใจที่จะเป็น Trader เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าเป็นการเสี่ยงที่มีสิทธิ์ที่จะได้รายได้มาก เห็นว่าการเป็นเทรดเดอร์ไม่ต้องลงทุนมาก ถ้าทำดีๆ ก็ได้ผลตอบแทนเร็ว ดูหลักวิธีการและเท่าที่ศึกษากับรับฟังมาดูเหมือนไม่ยากเท่าไร แต่ที่จริงไม่ทราบว่าการเป็นเทรดเดอร์ยากไหมครับและการจะเป็นเทรดเดอร์ควรจะ มีข้อคิดอย่างไรครับ

Kittisak P.ตอบคุณ Kittisak P.
ถ้าถามแบบนี้จะให้คำตอบก็คือไม่ยากครับ แต่จะเป็น trader ที่ประสบความสำเร็จที่ได้มากกว่าเสียนั้นยากนะครับ การลงทุนเป็นความเสี่ยง การเป็น trader นี่ยิ่งเห็นได้ชัดเจนเลยครับเพราะเป็นการเก็งกำไร มีคำกล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่าส่วนใหญ่ไม่ชอบเสี่ยงแต่ว่าในใจก็ยัง แอบอยากได้กำไรเยอะๆ จากการเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ที่ดิน หุ้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ แล้วก็ไปได้ตัวอย่างจากบรรดานักเก็งกำไรที่ได้กำไรเยอะๆ เอามาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่านักเก็งกำไรที่เขาประสบความสำเร็จได้เงินมากๆ เหล่านั้น ก็เปรียบเสมือนเขาได้รับการ "ว่าจ้าง" มาให้รับความเสี่ยงต่างๆ จากผู้คนรอบข้างที่ไม่อยากเสี่ยงนี่แหละ ยังมี trader อีกมากมายที่ล้มเหลวและถอดใจ แต่เราไม่เคยได้ยินเพียงเพราะว่าผู้คนโดยทั่วไปมักจะชอบเล่าลือถึงเรื่อง ความสำเร็จเท่านั้น ใครที่ไม่ประสบความสำเร็จเขาก็ไม่อยากไปพูดบอกใครหรอกครับ

มีบทสรุปที่เขารวมไว้ พูดถึงสิ่งที่เป็นเหมือนหลุมพรางทางจิตวิทยา 6 อย่างที่ trader จะต้องเอาชนะก้าวข้ามไปให้ได้ ว่าไปทีละอย่างเลยนะครับ

1. อย่าพึ่งพาคนอื่นมากจนเกินความจำเป็น ท่องคติไทยที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนให้ขึ้นใจ จะมีผู้คนมากมายทั้งปรารถนาดี/ไม่ดี มาให้ข้อคิด คำแนะนำ อย่างมากต่อท่าน เช่น broker เพื่อน เซียน เราจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเหล่านั้นเป็น Guru จริงๆ จริงอยู่อาจจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ข้อแนะนำในการรับความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้นขอให้จำกัดเพียงแค่การอำนวย ความสะดวก หรือข้อมูลข่าวสารของสิ่งที่เรา trade อยู่

2. เมื่อผิดอย่าโทษคนอื่น ขอให้โทษตัวเองไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ผมว่าวินัยข้อนี้จำเป็นนะครับ เพราะหากเราไม่ฝึกฝนให้รับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขบวนการตัดสินใจจะไม่ยึดผลประโยชน์ของเราเป็นที่ตั้งได้

3. เน้นระยะยาว อย่าปรับวิธีการ trade โดยพิจารณาเพียงผลการ trade ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างจะมีวันที่ดีและวันที่ไม่ดี ผลการ trade ในระยะสั้นอาจจะดูดี แต่ตามสถิติแล้วมันมีปัจจัยทางด้านโชคมาเกี่ยวข้องมากกว่าระยะยาว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายครับ อย่างการเข้า/ออกในหุ้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการขาดทุนหรือไม่ก็ได้กำไรไม่พอค่าใช้จ่าย เช่น Brokerage Fee หรือ bid/offer spread ครับ

4. อย่าประเมินความยากของการเอาชนะความรู้สึกแย่ๆ ต่ำเกินไป เช่น แผนการเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จเมื่อสัปดาห์ก่อนอาจจะเป็นแผนที่แย่มากใน สัปดาห์นี้ก็ได้ ซึ่งเราต้องเอาชนะความรู้สึกแย่ๆ เช่นนั้นให้ได้และมุ่งมั่นต่อไป เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "นักรบย่อมมีบาดแผล" ไหมครับ ตราบใดที่ยังเป็น trader อยู่ ขอให้มองการขาดทุนเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (a part of the game) ไม่มีใครเอาชนะตลาดได้หรอกครับ แต่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของตลาดในส่วนที่สำเร็จได้

5. อย่าคึกมากเมื่ออยู่ขาขึ้น คนที่ได้เงินจากการเก็งกำไรมากๆ ติดต่อกัน จะรู้สึก "คึก" เป็นพิเศษ อยากจะเพิ่มขนาดของการเก็งกำไรให้มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมากนะครับ ช่วงจังหวะที่ควรเพิ่มขนาดการ trade น่าจะอยู่หลังจากที่เราเสียอย่างต่อเนื่องมากกว่า

6. อย่าเหี่ยวลงเมื่ออยู่ขาลง ข้อนี้ตรงข้ามกับข้อ 5 ข้างบน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการเก็งกำไรเหมือนกับการเล่นกอล์ฟ นักกอล์ฟทุกคนไม่ว่าจะตีเก่งหรือไม่เก่งต้องมีช่วงตีที่ดีและไม่ดี เมื่อตีดีก็ดีใจว่าได้ "วง" ที่วิเศษหาอยู่นานมาไว้กับตัว เมื่อตีแย่ก็จะรู้สึกว่าจะต้องออกจากช่วงนี้ได้อย่างไร trader ก็เหมือนกัน ตอนได้ผลตอบแทนดีๆ ก็ฮึกเหิมว่าเราเก่ง ทำเงินได้มากและอยาก trade มากขึ้น ตอนขาดทุนก็อยากจะเลิก trade ไปเลย สิ่งที่อยากจะแนะนำก็คือให้ยึดมั่นทางสายกลาง ความพอดี ดูเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก แต่เมื่อลองทำดู ถึงแม้ว่า control ไม่ได้ทั้งหมด จะพบว่าเราสามารถจะทำให้ trading นั้นมีความยั่งยืน (sustainable) ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสองขั้วแบบสุดๆ เสมอไปครับ

ขอให้จดจำไว้และฝึกปฏิบัติจะเห็นผลในทางที่ดี อีกนิดหนึ่งแถมท้าย trader ที่ดี นอกจาก 6 ข้อข้างบนแล้ว จะต้องเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ สมดุล และควบคุมสภาวะจิตใจของตัวเองให้ได้ เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ ไม่ว่าคุณจะ trade อะไร ทองคำ น้ำมัน FX ดอกเบี้ย เราจะประสบความสำเร็จครับ ขอให้โชคดีนะครับ

ที่มา-ไทยโพสต์

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

17 ทริปการเทรดในตลาด Forex สำหรับมือใหม่ ตอนที่ 1



 

1.พยายามพัฒนากลยุทธในการเทรดและต้องแน่ใจว่ามันทำงานได้ดีกับข้อมูลในอดีต จากนั้นต้องแน่ใจว่ามันทำงานได้ดีในเดโมแอคเค้าท์ และสุดท้ายต้องแน่ใจว่ามันทำงานได้ดีในแอคเค้าท์จริงด้วยปริมาณล็อตน้อยๆ จากนั้นถ้ามันทำงานได้ดีคุณสามารถนำมันมาใช้งานจริงกับปริมาณการเทรดที่ใหญ่ขึ้น การเทรดที่ไม่มีกลยุทธจะทำให้ไม่สามารถมีกำไรในระยะยาวได้

2.เมื่อคุณเทรด คุณจะต้องพิจารณาแนวโน้มของเทรนในปัจจุบันเสมอ ซึ่งมันขึ้นกับทามเฟรมที่คุณใช้ เช่น ระยะวันหรือระยะเดือน เป็นต้น ถ้าตลาดอยู่ในสภาวะที่มีแนวโน้ม คุณจะต้องเปิดเทรดตามแนวโน้มนั้น ห้ามเปิดเทรดสวนแนวโน้มนั้น และถ้ามันไม่มีแนวโน้ม คุณสามารถเทรดได้ทั้งสองทิศทางด้วยการขีดเทรนไลน์ในลักษณะ Channel

3.ก่อนที่คุณจะเทรดในทามเฟรมนั้นๆ คุณจะต้องตรวจสอบทามเฟรมที่มีขนาดใหญ่กว่าเสมอ เช่น ถ้าคุณเทรดระหว่างวัน คุณจะต้องตรวจสอบทามเฟรมระยะเดย์ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เทรดสวนทามเฟรมระยะเดือน

4.ใช้ทามเฟรมขนาดเล็กเพื่อหาจุดเข้าจุดออกที่ดีที่สุด ถ้าคุณเทรดทามเฟรม 1 ชั่วโมง ใช้ทามเฟรม 15 นาที เพื่อหาจุดเข้าจุดออกที่ดีที่สุด ถ้าคุณเทรดทามเฟรมระยะวัน คุณควรใช้ทามเฟรม 1 ชั่โมงในการหาจุดเข้าและจุดออกที่ดีที่สุด

5.เรียนรู้วิธีการบริหารความเสี่ยง เพราะถ้าคุณไม่บริหารความเสี่ยงและเทรดมากจนเกินไป เมื่อทุนคุณหมด คุณก็จำเป็นที่จะต้องออกจากธุรกิจนี้อย่างทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณไม่ควรเสี่ยงเกิน 5% ของพอร์ต และสำหรับทริปนี้ ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรที่จะเทรดเกิน 2-3% ของพอร์ต

6.เรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของคุณ เมื่อคุณเปิดและปิดโพซิชันของคุณบนพื้นฐานของอารมณ์ไม่ใช่บนพื้นฐานของระบบที่ได้บอกคุณ เมื่อนั้นคุณจะเริ่มเสียเงิน เช่นเดียวกันถ้าคุณชนะติดๆกันคุณก็จะเริ่มคิดว่าคุณเองคือผู้วิเศษ และละทิ้งระบบของคุณซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียเงินครั้งใหญ่ ดั้งนั้นคุณจะต้องทำใจให้สงบ ไม่ว่าคุณจะเทรดได้หรือเสีย หลังจากการเทรดที่พ่ายแพ้ ไม่นานคุณก็จะได้พบกับการเทรดที่ได้รับชัยชนะ ซึ่งจะชดเชยการสูญสียที่มีมาก่อนหน้านั้น

7.กลยุทธในการเทรดควรจะเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และบุคลิกภาพของคุณ ถ้าคุณมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน คุณควรเลือกเทรดในทามเฟรมขนาดใหญ่ เช่น ระยะวันหรือระยะเดือน ถ้าคุณไม่สามารถรอคอยการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ได้คุณควรเทรดในทามเฟรมขนาดเล็ก เช่น 5-15 นาที ถ้าคุณต้องการเวลาหลายชั่วโมงในการตัดสินใจ คุณควรเลือกทามเฟรมขนาดใหญ่ และเทรดในแนวโน้มระยะยาว

8.ถ้าคุณกำลังสงสัยหรือไม่แน่ใจในตลาด คุณควรงดจากการเทรด การที่คุณหยุดเทรดจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการเสียเงินได้ และเตรียมความพร้อมที่จะทำกำไรก้อนใหญ่เมื่อมีเทรนปรากฏขึ้น

9.ใช้จุดตัดขาดทุนหรือการเฮดจ์เสมอ เมื่อคุณอยู่ตรงข้ามกับแนวโน้มคุณควรตัดขาดทุนหรือเฮดจ์เพื่อรักษาเงินทุนของคุณไว้อย่าเสี่ยงเงินของคุณทั้งหมดเพียงเพื่อการเทรดเพียงแค่ครั้งเดียว

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สนใจเปิดบัญชีเทรด Forex กับโบรกเกอร์ Exness คลิ๊ก