แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทะเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วาทะเซียน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

10 กฎในการเทรดของ Paul Tudor Jones

 

 "Paul Tudor Jones" คือหนึ่งในสุดยอดผู้จัดการกองทุนในยุคนี้
เขาเป็นผู้จัดการกองทุนที่ใช้การผสมผสานระหว่าง การวิเคราะห์ทางพื้นฐานและเทคนิค ได้อย่างลงตัว
ในปัจจุบันกองทุนของเขา การนำเงินไปลงทุนของเขาแบ่งไปในหลายสินค้า ไม่ว่าจะเป็น...

- การเทรดในตลาดหุ้นทั่วโลก
- ลงทุนหุ้นพื้นฐานในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป
- ลงทุนในตลาดเกิดใหม่
- คอมโมดิตี้
- ลงทุนในระบบที่เขาคิดขึ้นมา
- และอื่นๆอีกนิดหน่อย

“10 กฎในการเทรดของ Paul Tudor Jones” ประกอบด้วย

1. ตลาดเคยเป็นยังไง วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เคยเกิดอะไรขึ้นมาแล้วในรอบ 100 ปี วันนี้ก็วนเวียนในรูปแบบเดิมๆ

2. ผมเห็นเทรดเดอร์สมัยนี้ พยายามจะหาเหตุผลที่หุ้นจะขึ้นหรือลง ซึ่งโดยปกตินั้น ถ้าทำแบบนี้ บางครั้งมันอาจจะทำให้เรามั่นใจในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

3. เมื่อเรามองไปที่การวิเคราะห์พื้นฐาน เราอาจจะได้ข้อมูลมาบางส่วน ซึ่งข้อมูลเพียงบางส่วนที่ได้มานั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการ วิเคราะห์ได้ ดังนั้นเราควรที่จะเรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวไปพร้อมกับ “กราฟ”

4. ทุกวันนี้ มีคนที่พยายามเป็นฮีโร่ในตลาดหุ้นมากเหลือเกิน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ก็จะมีคนที่คอยหาเหตุผลพร้อมภาพประกอบที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือปล่อยออกมา ซึ่งเราต้องระวังการถูกครอบงำจากความคิดของคนเหล่านี้

5. วิธีการเดียวที่จะเรียนรู้จากตลาดหุ้นได้ คือ ต้องอยู่กับมันให้นานเพียงพอ !

6. การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน อาจจะใช้ได้ดีในการเครื่องไหวในช่วงต้นๆ แต่เมื่อราคามีการวิ่งขึ้นไปอย่างรุนแรง การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้ามาช่วยจะได้ผลดีกว่า

7. ก่อนการเข้าเทรดทุกครั้ง เราต้องรู้และจำกัดความเสี่ยงไว้ตั้งแต่แรก (ต้องตั้งจุดตัดขายขาดทุนไว้ตลอด กฏเซียนหุ้นทั่วไป เซียนหุ้นไทย ตั้งกฏไว้ ตัดขายขาดทุนอัตโนมัติ เวลาขาดทุน 5 - 10%)

8. ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมถือสถานะที่อยู่ตรงข้ามกับตลาด ผมจะรีบออกจากสถานะนั้นทันที ! ผมถือว่า “การควบคุมความเสี่ยง” นั้นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเทรด

9. “การถัวขาดทุน” เป็นการนับถอยหลังสู่ความพ่ายแพ้ทางหนึ่ง

10. การซื้อ-ขายหุ้น เพียงดูแค่ค่า PE อย่างเดียว เป็นการกระทำที่โง่เกินไปในตลาดหุ้นแห่งนี้ !

ซึ่งผลงานแปลชิ้นนี้ ผมให้เครดิต “Ivanhoff” ที่เขียนกฎการเทรดของ Paul Tudor Jones ขึ้นมา ทำให้ผมสามารถนำผลงานดีๆนี้มาแปลให้ทุกคนได้อ่านกัน

Source: IvanHoff Blog
แปลโดย : Traveller's trade
20.07.2013 (20.14น.)

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กฎของ LARRY WILLIA

1. ความอยู่รอดคือจุดเริ่มต้น การเก็งกำไรเป็นธุรกิจที่เสี่ยงสูงมากๆ มันไม่เกี่ยวว่า เราจะชนะ หรือแพ้ มันเกี่ยวกับคำว่าเราจะอยู่รอดอย่างไร เมื่อตลาดอยู่ที่จุดต่ำๆ หรือจุดสูงๆ ถ้าคุณอยู่รอดไม่ได้ คุณไม่สามารถชนะได้

อย่างแรกสุดของการอยู่รอด คุณต้องมีแนวทาง หรือวิธีการเก็งกำไรที่ทำได้จริง

ข่าวลือ วงใน ความรู้สึกไม่ใช่แนวทางการเก็งกำไร โอกาสหรือพื้นที่ในการเก็งกำไรจะมาจากความจริงที่สามารถทำได้จริง

นักเก็งกำไรระยะสั้น และระยะยาวอาจมีแนวทางการทำกำไรต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือวิธีการ และเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริง

นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้เวลาเยอะมากในการซื้อ laptop แต่ตัดสินใจเร็วมากในการวางเงินเดิมพันจริงๆ ในตลาดทุน

ปัญหาโดยทั่วไป คือมีเทคนิคเยอะมากที่มันใช้ทำเงินจริงๆไม่ได้ เขาแนะนำได้อย่างนึงคือ คุณต้องใช้เวลาให้มากหน่อยในการเรียนรู้ และตัดสินใจในการเข้าเก็งกำไร ในช่วงวิกฤตต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณจะมี การบริหารเงินที่ดี MM มีระบบที่ดี มีรูปแบบการเก็งกำไรที่ทำได้จริง แต่คุณก็ยังต้องควบคุมตัวเองให้ได้อยู่ดี

2. ทั้งหมดนี้ มันคือเกมส์ของอารมณ์ และมันจะเป็นไปตลอด อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกี่ยวข้องกับเงิน และยิ่งเป็นเงินของเรา มันทำให้เราตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล ความกลัว อารมณ์ต่างๆทำให้นักเทรดเดอร์ทั้งหลายพลาดกับการลงทุนที่ดี หรือเขาเดิมพันที่สูงมาก เมื่อการบริหารเงินถูกคอบงำโดยอารมณ์ โดยปราศจากเหตุผล

3. ความโลภ เมื่อความโลภมีผลต่อเรามากกว่าความกลัว มาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อคุณเป็นนักเก็งกำไร คุณจะมีความกลัวลดลงกว่าคนทั่วไป เพราะคุณถูกดึงดูดในเรื่องการทำเงินให้ได้ ในขณะที่คนอื่นจะกลัวการขาดทุน
ความโลภเป็นอุปสรรคต่อนักเทรดทั่วไป ความโลภจะทำให้คุณมีความหวังหลงเหลือ ความโลภจะทำให้คุณผลีผลามเข้าในจังหวะที่เสียเปรียบ และออกเร็วเกินไป ความหวังคือศัตรูตัวหลักเพราะมันทำให้คุณฝันถึงกำไรมหาศาล
และออกไปสู่โลกแห่งความฝัน เชื่อผมเถอะ !!! โลกของการเก็งกำไร มันมีจริง และคนมากมายศูนย์เสียเงินที่ตัวเองเก็บมาทั้งชีวิต ชีวิตคู่พัง ครอบครัวแตกแยก จากการได้เสียอย่างมากมายในตลาดนี้

แน่นอน การชนะของเราที่เกิดจากการเก็งกำไร อาจจะชั่วครั้ง ชั่วคราว มันพร้อมจะจากเราไป เหมือนกับเราถูกฟ้องล้มละลาย หรือโกงเลยทีเดียว

ผมไม่สามารถบอกวิธีที่แน่นอนในการจัดการกับความโลภได้ แต่สิ่งที่ผมบอกคุณได้อย่างเดียวคือ คุณต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ไม่งั้นคุณจะไม่มีทางรอดจากตลาดแน่นอน

4. ความกลัว
ความกลัวเป็นสาเหตุ ให้คุณไม่กล้าทำในสิ่งที่คุณควรจะทำ ไม่กล้าตัดสินใจเมื่อ ความได้เปรียบมาถึง แน่นอนมันตรงข้ามกับความโลภที่เป็นสาเหตุให้คุณทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

นักจิตวิทยาบอกว่า ความกลัวทำให้คุณไม่กล้าขยับ ถึงแม้โอกาสที่ดีจะวิ่งเข้าหาคุณอย่างมากมายขนาดไหน แต่พวกเขาก็จะมองผ่าน และไม่ทำอะไรกับมันเลย และแย่ยิ่งกว่านั้นคือเขาพลาดโอกาสที่ดีไปแล้ว ถ้าถามผม ผมก็ไม่รู้
แต่ผมบอกได้อย่างเดียวคือ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผมกลัวมากเท่าไหร่ โอกาสชนะของผมที่จะได้กำไรกลับมีมากขึ้น นักลงทุนทั่วไปกลัวและเอาตัวเองมาจากตำแหน่งที่ได้เปรียบ

5. Money management คือการสร้างความมั่นคั่ง

แน่นอน คุณสามารถทำเงินจากการเป็นเทรดเดอร์ หรือ นักลงทุนก็ได้ แต่ผมบอกได้เลยว่ากำไรส่วนใหญ่มันไม่ได้มาจาก เทคนิคการเทรด รูปแบบการลงทุน มากเท่ากับวิธีการบริหารเงิน หรือการจัดการเงิน

ผมยกตัวอย่าง ผมทำเงินจาก $10,000 เหรียญเป็น 1 ล้านเหรียญใน 1 ปี ในการแข่งขันรายการนึงด้วยเงินจริง ด้วยวิธีง่ายๆคือ เมื่อกำไรเยอะขึ้นคุณก็เทรดเยอะขึ้น และเมื่อกำไรลดลงคุณก็ต้องเทรดด้วยสัญญาที่น้อยลง
และ 10 ปีต่อมา ลูกสาวเขาอายุ 16 ปี ก็ชนะรางวัลการเทรด โดยทำเงินจาก 10000 เหรียญ เป็น 1 แสนเหรียญ ผมบอกได้เลยว่าไม่มีสูตรลับใดๆ ไม่มีกราฟมหํศจรรย์ใดๆ เธอแค่ทำตามรูปแบบการบริหารเงินเหมือนที่ผมได้ทำ

6. การทำกำไรมหาศาล ไม่ได้มาจากการเดิมพันที่สูง
มีเรื่องราวมากมายของนักเทรด อย่าง jesse livermore, john gates, niederhoffer, frankie joe และอีกมากมาย คนพวกนี้เดิมพันสูงมาก และสูญเสียเงินตัวเองหมดในท้ายที่สุด

การลงทุน หรือเก็งกำไรที่ฉลาดจะไม่เดิมพันสูง และไม่มีทาง ทำไมเหรอ คุณสามารถชนะ และทำกำไรมหาศาลเมื่อคุณเดิมพันไม่เยอะ กลับไปดูข้อ 5 ท้ายที่สุด เมื่อคุณเดิมพันสูง เวลาคุณเสีย คุณก็เสียเยอะเช่นกัน

มันเหมือนการเล่น รูเร็ต คุณสามารถเล่นได้บ่อยโดยคุณไม่แพ้เลย แต่ถ้าคุณเล่นบ่อยมากเท่าไหร่ บ่อยจนเพียงพอต่อผลลัพธ์อันเดียวที่คุณไม่มีทางหนีได้ คือ จุดจบ ความตาย และเมื่อคุณเดิมพันสูง คุณก็จะหมดตัวเช่นกัน ตัวผมก็เคยผ่านมาแล้ว เชื่อผมเถอะ
ผมเดิมพันน้อยลง ควบคุมความเสี่ยงให้ได้ ไม่มีวิธีใดหรอกที่จะอยู่รอดในตลาดโดยปราศจากการควบคุมความเสียหาย

7.พระเจ้าอาจช้า แต่พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธ

ผมไม่เคยรู้เลย เมื่อไหร่ผมจะทำเงินได้ มันอาจจะเป็นการเทรดครั้งแรก หรือครั้งสุดท้ายของผมเองก็ได้ แต่คุณต้องเตรียมรบ ให้ได้นานที่สุด

ผมคิดว่าความเชื่อในเรื่องของพลัง คือ ปัจจัยในการสำเร็จของนักเทรด มันช่วยให้เรามีวิสัยทัศน์ในการเก็งกำไร 

สรุปคร่าวๆ ขอให้เรามีพยายาม และเชื่อในพลังในตัวเอง และมุ่งมั่น ความสำเร็จจะตาม

8. ผมเชื่อเสมอว่า การเทรดในปัจจุบัน ผมจะขาดทุน

อันนี้คือเคล็ดลับความเชื่อในการเก็งกำไร ให้ประสบความเสำเร็จของผมเลยทีเดียว นักเทรดทั่วไป เชื่อเสมอว่า เทรดครั้งต่อๆไป ในอนาคตพวกเขาจะเทรดได้ดีขึ้น และจะเป็นผู้ชนะ
แต่ไม่ใช่ผม !!! ผมเชื่อว่า หลักๆแล้ว หลักการจริงๆแล้ว คือการเป็นผู้แพ้ ผมถามคำถามคุณ คุณคิดว่า ผมที่มี stop อย่างผม และเทรดอย่างถูกต้อง หรือคนที่เทรดด้วยความเชื่อโดยปราศจากเหตุผล คุณคิดว่าใครจะแพ้
ระหว่างผม หรือ คนที่คิดในแง่ดี

ถ้าคุณยังไม่เข้าใจ ผมจะบอกคุณว่าการที่ผมคิดว่าผมเป็นผู้แพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ผมจะปกป้องตัวเอง ในทุกรูปแบบ และทุกเวลา และผมจะไม่อยู่ในความหวัง และความไม่จริง

9. โชคจะมาหาคุณจากการเพ่งความสนใจเพียง 1 ตลาด หรือ 1 เทคนิค

คนที่เทรดหลายๆอย่าง จะไม่ประสบความสำเร็จในการเทรด ทำไม? นักเทรดจะต้องตั้งใจในรายละเอียดของการเทรด โดยปราศจากอารมณ์

การไขว้เขว้อาจหมายถึงต้นทุนคุณที่เพิ่มขึ้น ขาดการใส่ใจ นั่นจะทำให้คุณ ไม่ได้เข้าในจุดที่ควรจะเข้า หรือเพิกเฉยในการเทรดซึ่งนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น

เหมือนกับพวกที่โยนบอลขึ้นไปในอากาศ มันค่อนข้างยากที่คุณจะควบคุมบอลที่โยนขึ้นไปอากาศ อย่างเช่นบอล 3 ลูก แน่นอนคุณอาจจะฝึกได้ แต่เมื่อเพิ่มลูกบอลขึ้นเรื่อยๆ น้อยคนมากๆที่จะทำได้ และควบคุมลูกบอลพวกนี้ได้

ดูอย่างพวกนักกีฬาสิ พวกเขามุ่งมั่นอยู่แค่กีฬาอย่างเดียว หรือพวกศิลปิน นักดนตรี ไม่มีหรอกที่จะเป็นดาวดังจากการร้อง country western and opera ดังนั้น ยิ่งคุณมุ่งมั่นได้มากเท่าไหร่ในสิ่งที่คุณทำ คุณจะยิ่งประสบความสำเร็จมากมายในด้านนั้นๆ

10. เมื่อสงสัย ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่งใหม่

ขอขอบคุณ BOYLES BIG MOVE CLUB

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"Roy Sidikman " จากนายหน้าค้าหุ้นสู่นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ

นักเก็งกำไรแตกต่างจากนักลงทุน เพราะพวกเขาไม่นำตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการไหลของกระแสเงิน กำไรต่อหุ้น จำนวนหนี้สิน แนวโน้มธุรกิจในอนาคต หรืออย่างอื่นที่เกี่ยวกับสถานะของบริษัท พวกเขาไม่สนว่าใครจะมองพวกเขายังไง จะดูถูกว่าการเล่นแบบนี้ไม่มีวันรวยได้แค่ค่ากับข้าวก็แล้วแต่ คำพูดเหล่านี้ไม่เคยทำให้พวกเขาหวั่นไหวแต่อย่างใด เพราะพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาสามารถทำเงินจากการเก็งกำไรได้แค่ไหน

นักเก็งกำไรจะสนใจเฉพาะราคาหุ้น ไม่ใช่มูลค่าของหุ้น ใน การเก็งกำไร "มูลค่าหุ้น" หมายถึงการซื้อหุ้น 1-2 ช่วงราคาก่อนคนอื่น ความได้เปรียบอันนี้จะทำให้มีกำไรในกระเป๋าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อคุณขายมัน ออกไปในอีกไมกี่นาทีข้างหน้าแล้วก็เริ่มต้นการเทรดใหม่

นัก ลงทุนที่มีประสบการณ์หลายคนคิดว่าพวกเขาสามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองให้กลาย เป็นนักเก็งกำไรได้อย่างง่ายๆ เพราะพวกเขารู้เกี่ยวกับหุ้นและตลาดดี แต่การเปลี่ยนสไตล์นั้นยากมากหากไม่มีความพยายามพอ

Roy Sidikman เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นนายหน้าค้าหุ้นหลังจบการศึกษาในระดับ มหาวิทยาลัย การทำงานดังกล่าวทำให้เขาได้สั่งสมประสบการณ์เกี่ยวกับหุ้นและการเคลื่อนไหว ของตลาดอย่างลึกซึ้ง มองออกถึงรูปแบบของราคาและหยั่งรู้ถึงนิสัยของหุ้นที่สัมผัสอยู่บ่อยๆ

หลัง จากทำงานได้สองปี ซิดิกแมน ตัดสินใจลาออก เนื่องจากเขาเห็นเพื่อนคนหนึ่งสามารถทำเงินได้ดีมากในฐานะนักเก็งกำไรทาง internet ซึ่งในปี 1995 อาชีพนี้ยังถือว่าเป็นมุมมืดของตลาดที่อยู่ท่ามกลางมืออาชีพและนักลงทุน ซิดิกแมนตัดสินใจทุบกระปุกของเขาที่มีเงินอยู่ประมาณ $50,000 และหยิบยืมพ่อของเขาอีกส่วนนึง จากนั้นจึงเริ่มต้นชีวิตนักเก็งกำไรในห้องค้าแห่งหนึ่งในเมือง New Jersey

หลัง จากนั้น 6 สัปดาห์ เงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของเขาถูกดูดเข้าไปในจอคอมพิวเตอร์ จุดนี้แหละที่นักลงทุนหน้าใหม่มักจะถอยกลับไปเลียบาดแผลด้วยอารมณ์บ่จอย แต่นั่นไม่ใช่กับ ซิดิกแมน เขาต่อสู้เพื่อการกลับมาอีกครั้งด้วยความระมัดระวังและวางแผนอย่างเป็นระบบ เขาเรียนรู้ถึงการยืดหยุ่นไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ความรู้และประสบการณ์จากภูมิหลังของเขาในตลาดหุ้นช่วยให้เกิดความมั่นใจและ ผลักดันเขาให้เดินไปข้างหน้า ผลที่เขาได้รับก็คือ เขาเปลี่ยนจากนายหน้าค้าหุ้นมาเป็นนักเก็งกำไรอย่างเต็มตัวและก็ไม่เคยหัน กลับไปมองอดีตอีกเลย

"ใน ตอนเริ่มแรกของผมจบลงด้วยการขาดทุนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งหมด ที่ผมมีอยู่และก็ต้องบากหน้าไปขอยืมเงินจากเพื่อนฝูงมาอีก จากจุดนี้เอง ผมเริ่มฝึกฝนตัวเองใหม่ด้วยการเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก ผมเรียนอย่างหนัก อ่านหนังสือแทบทุกเล่ม แล้วผมก็กลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาผมขาดทุนเพียงเดือนเดียวตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา ผมเริ่มต้นภาคที่สองของผมด้วยการเทรดครั้งละน้อยๆ และมีความสุขกับกำไรวันละ $500 แล้วผมก็พยายามให้มันเพิ่มเป็น $1,000 ต่อวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นจากวันละ $1,000 ก็จะเพิ่มเป็นวันละ $2,000 โดยอัตโนมัติ และบางวันที่ตลาดดีๆผมสามารถทำได้ถึง $10,000 "

ซิดิกแมนศึกษาและพัฒนาจนมีความก้าวหน้าไปมากในฐานนักเก็งกำไรโดยอาศัยทักษะและประสบการณ์มาช่วย เขาทำสองสิ่งมาประสานกันด้วยการปล่อยให้กำไรโตขึ้นเรื่อยๆและตัดขาดทุนอย่างรวดเร็ว

" การเก็งกำไรเหมือนกับการเล่นเกม สำหรับนักเก็งกำไรที่อยู่ระดับแนวหน้า พวกเขามีประสาทสัมผัสที่รวดเร็วกับตลาดที่นักเก็งกำไรมือใหม่ไม่มี พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปซึ่งผมต้องเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ด้วยเงินที่ขาดทุนไป การเริ่มต้นเป็นนักเก็งกำไรของผมก็มีผลลัพธ์เหมือนคนอีกหลายๆคนที่ต้องหมดกำลังใจ แต่ผมขอแนะนำนักเก็งกำไรที่เพิ่งเข้ามาใหม่ว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ใจ เมื่อขาดทุนก็คิดเสียว่ามันเป็นค่าเล่าเรียนไปแล้วกัน"

การ ยอมรับความผิดพลาดเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายๆคน แม้แต่พวกนักเก็งกำไรก็ไม่มีข้อยกเว้น ข้อแก้ตัวที่ใช้กันมากที่สุดก็คือ เมื่อพวกเขาพลาดก็มักคิดว่า "ฉันยอมถือหุ้นไว้แม้มันได้ขาดทุนไป 10% แล้วก็ตาม เดี๊ยวราคามันก็เด้งขึ้นมาเอง" แล้วพวกเขาก็เริ่มค้นหาข้อมูลพื้ฐานของกิจการ สร้างความหวังว่าราคาที่ซื้อนั้นเหมาะสมแล้ว นั่นคือสิ่งที่ผิด เพราะว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับนักเก็งกำไร รวมถึง ซิดิกแมน เขายอมขายหุ้นทิ้งไปทันทีเมื่อมันวิ่งสวนทางกับเขา โดยยอมขาดทุนเพียงเล็กน้อยเพราะเขาถือว่าเขามาที่นี่เพื่อเก็งกำไรเท่านั้น และเขาไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งถือหุ้นที่ไม่ทำประโยชน์ให้กับเขา จริงอยู่ที่ราคาอาจจะมีการปรับตัวขึ้นมา ซึ่งมันอาจใช้เวลาหลายวัน แต่ในขณะเดียวกันเขาเชื่อว่ามันยังมีหุ้นอีกมากมายในตลาดที่สามารถสร้าง โอกาสทำกำไรให้กับเขาได้เช่นกัน

"คุณ ต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่นในทุกๆวัน ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาด วิธีการแบบไหนที่สามารถทำกำไรให้ผมได้มากที่สุดในวันนี้ บางวันกำไรแค่ 1 ถึง 2 ช่วงราคา บางวันเจอแจ็คพอร์ตเข้าไปเต็มๆกำไรเป็นกอบเป็นกำ โชคชะจาของชีวิตนักเก้งกำไรก็เป็นแบบนี้แหละ บางวันขาดทุน $1,000 ก็ถือว่าเป็นวันที่ดีมากๆ นักเก็งกำไรที่ดีต้องสามารถแยกแยะให้ออกว่าวันไหนเป็นวันที่ดีหรือวันที่แย่ วันไหนมีโอกาสได้หรือเสียมากกว่ากัน ปัญหาใหญ่ของนักลงทุนหน้าใหม่คือพวกเขาสามารถทำเงินในวันที่ดีได้ $2,000 แต่ไปขาดทุน $4,000 ในวันที่ตลาดแย่ พวกมืออาชีพรู้ดีว่าวันไหนไม่ค่อยดีและไม่มีเหตุผลที่จะหวังกำไรเยอะๆในวัน นั้น กำไรได้ 1 ถึง 2 ช่วงราคาก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว"

หาก จะถามว่าวันไหน? เป็นวันของนักเก็งกำไร ก็คงเป็นวันที่ตลาดมีการแกว่งตัวอย่างรุนแรงพร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่ มหาศาลนั่นเอง จงรอคอยการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ถ้ามันไม่เกิดขึ้นก็จงอย่าเล่นเลยหรือไม่ก็เล่นแต่น้อย คูรต้องเล่นเกมรุกในวันที่มีเงินเต็มตลาด และถ้าไม่มีเงินในตลาดให้ทำก็อย่าพยายามบังคับตัวเองให้หาเงินในวันนั้น เพราะมันจะเป็นวันที่คุณอาจต้องเสียเงินแทน

นัก เก็งกำไรส่วนใหญ่จะศึกษาเพื่อเรียนรู้นิสัยของหุ้นว่าเมื่อไรหุ้นตัวนี้จะ วิ่ง ลักษณะการวิ่งเป้นอย่างไร และคุณต้องทำอย่างไรเมื่อราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่งอย่างรุนแรง อันนี้แน่นอนที่สุด หุ้นแต่ละตัวย่อมมีความแตกต่างกันไปและหุ้นทุกตัวย่อมมีวงจรของมัน หุ้นบางตัวเล่นได้เกือบทุกวัน บางตัวก็เล่นได้เดือนละครั้ง หรือไตรมาสละครั้ง เขาเคยทำเงินจากหุ้นตัวหนึ่งที่เคยซื้อขายกันอย่างหนาแน่นในช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นมันก็แทบไม่เคลื่อนไหวอีกเลย ซึ่งแน่นอนเขาก็ไม่ยอมเสียเวลาไปกับมันอีกต่อไป แต่เมื่อไรที่มันเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวเขาก็พร้อมจะกลับเข้าไปเล่นกับมัน ใหม่

"ที่ ที่ผมต้องการจะไปคือที่ที่ผมคิดว่าได้เปรียบคนอื่นๆ บางครั้งเมื่อมีข่าวดีคุณก็ต้องช่วงชิงความได้เปรียบ แต่การเล่นตามข่าวก็มีศิลปะของมัน พวกมือใหม่ทั้งหลายจะถูกกดดันให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพราะว่าพวกเจา มักเข้าไปซื้อในขณะที่ราคาหุ้นกำลังถูกไล่เข้าไปใกล้จุดสูงสุดของมันแล้ว และเมื่อราคาเริ่มปรับตัวลงมาพวกเขาก็ตกใจขายมันไปตรงจุดต่ำจุดของตลาด"

สำหรับ เขา เมื่อมีข่าวดีเข้ามาในตลาด เขาจะพยายามซื้อในจังหวะที่ถูกต้อง แต่ถ้าซื้อไม่ทันเขาก็จะปล่อยมันไป บ่อยครั้งที่ราคามักติดลบเมื่อมีข่าวดี เนื่องจากรายใหญ่มักจะดาหน้ากันเข้ามาขายกันในวันนั้น ดังนั้นพวกมือใหม่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีข่าวดีและคำแนะนำต่างๆของโบรกเกอร์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้คือ "นักฆ่าผู้ยิ่งใหญ่" ในตลาดหุ้นสำหรับมือใหม่

แน่นอนที่สุดว่าทั้งหมดในการเล่นหุ้นก็คือการเล่นเกม มันเป็นเกมที่ดุเดือดเผ็ดมันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ "ผม ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรมากไปกว่านี้ ผมเพียงแค่กด enter แล้วก็ทำเงิน มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากในสิ่งที่พวกผมทำอยู่ ปมไม่เคยดิตเลยว่าสิ่งที่พวกผมทำอยู่ทุกวันนี้มันจะเป็นไปได้ และคงไม่มีอาชีพอะไรในโลกนี้อีกแล้วที่ผมอยากทำ นอกจากการเผ็นนักเก็งกำไรรายวัน"
ขอขอบคุณ  http://2binvestor.blogspot.com

Dickson G.Watts นักเก็งกำไรในตลาด New York Cotton Exchange

ผมได้อ่านหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย Dickson G.Watts นักเก็งกำไรในตลาด New York Cotton Exchange เมื่อ 85 ปีที่แล้ว ท่านผู้นี้ร่ำรวยขึ้นมาจากมือเปล่าด้วยการเป็นนักเก็งกำไรราคาฝ้าย และในวัยสูงอายุได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ NYCE ในระหว่างปี 1878 - 1880 อีกด้วย

หนังสือเล่มนี้หายสาบสูญไปนาน แต่มันกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเมื่อ Edwin Lefevre ผู้เขียนหนังสือชื่อ Reminiscences of a Stock Operator ซึ่งเป็นชีวประวัติของ Jesse Livermore นักเก็งกำไรผู้โด่งดังในช่วงปี 1900-1930 กล่าวถึงกฏของ Watts ไว้ในหนังสือ

หนังสือเล่มนี้เป็น หนังสือที่มีขนาดเล็กมาก มันมีกฏทองของการเก็งกำไรเพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งเป็นการสรุปจากประสบการณ์การเก็งกำไรทั้งชีวิตของผู้เขียน ผมเห็นว่ามันมีประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นของเราได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเองด้วย อย่างไรก็ตาม มันเป็นหลักสำหรับการเก็งกำไรเป็นหลัก ต้องระวังเวลานำไปใช้กับการลงทุน เพราะแม้ว่าจะใช้ได้บ้างในบางส่วน แต่ไม่ว่าทั้งหมด

กฏของ Watts มีทั้งหมด 10 ข้อ 4 ข้อแรก เป็นกฏที่เป็นจริงเสมอ (Laws Absolute)
อีก 6 ข้อหลังเป็นกฏที่โดยปกติให้ยึดถือเอาไว้ แต่ในบางสถานการณ์ก็สามารถยืดหยุ่นได้ (Rules Conditional) ผมขออนุญาตเริ่มจาก Rule Conditional ทั้ง 6 ข้อก่อน

Rule Conditional #1 : การซื้อเฉลี่ย "ขาขึ้น" ดีกว่าการซื้อเฉลี่ย "ขาลง"ธรรมเนียม ทั่วไปนิยมเชื่อว่าการเฉลี่ยขาลงดีกว่าเพราะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าสี่ในห้าครั้งที่เฉลี่ยขาลง ราคาหุ้นจะพลิกกลับขึ้นมา ทำให้มีกำไรได้ แต่จะมีอีกหนึ่งในห้าครั้งที่ ราคาหุ้นลงแบบถาวรไม่กลับขึ้นมาอีกเลยตลอดไป ซึ่งจะนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลได้


Rule Conditional #2 ตลาดโวลุ่มหาย แนวต้านไม่แข็งแรง คือตลาดที่ควรจะขาย
เพราะ ตลาดเช่นนี้มักจะพัฒนาไปสู่ตลาดขาลง แต่เมื่อไรก็ตามที่ตลาดเช่นนี้ได้ผ่านไปสู่ภาวะที่มีโวลุ่มหนาแน่นและเป็นขา ลงแล้วต่อด้วยแรงขายแบบตื่นตระหนกเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ควรจะซื้อมากๆ

ใน ทางตรงกันข้ามตลาดที่โวลุ่มหายแต่แนวต้านมั่นคงมักจะพัฒนาไปสู่ตลาดที่มีโว ลุ่มหนาแน่นและมีฐานที่แข็งแรง หลังจากนั้นถ้าตลาดกลายเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ก็ควรจะขายออกมาอย่างมั่นใจ

Rule Conditional #3
ใน การสร้างมุมมองเกี่ยวกับตลาด ปัจจัยด้านความน่าจะเป็นจะละเลยไม่ได้ จงคิดถึงความน่าจะเป็นเสมอ นโปเลียนวางแผนการรบจะเผื่อกรณีสุดวิสัยเอาไว้เสมอ อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นมาทำลายหรือหักล้างการคิดคำนวณที่ดีที่สุดได้ การคิดคำนวณจึงต้องรวมสิ่งที่คาดไม่ได้เอาไว้เสมอ คนที่คิดคำนวณความน่าจะเป็นไว้ด้วยคือยอดคน

จงสร้างมุมมองจากข้อมูล ต่างๆ เช่น สภาวะของประเทศ ผลผลิตทางการเกษตร ตัวเลขการผลิต ฯลฯ สถิติเก่าๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีค่า แต่จะต้องไม่มีอิทธิพลเหนือข้อมูลในการสร้างมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ข้าง หน้า คนที่ยึดติดกับสถิติเก่าๆ มากเกินไปจะหลงทาง เคนนิ่งกล่าวว่า "there is nothing so fallacious as facts, except figures."
ดัง นั้น จึงควรเริ่มซื้อแต่น้อย เมื่อราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นก็ค่อยๆ ซื้อเพิ่มอย่างเฝ้าระวัง เมื่อไรที่ราคาหุ้นปรับฐานลงจนชนต้นทุนเฉลี่ยเมื่อไรก็ควรขายหนีทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน ถ้าทำเช่นนี้ตลอด จะมีบางครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปอย่างมากทำให้ได้กำไรมหาศาลในครั้ง นั้น กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงต่ำ และเมื่อใดก็ตามที่สำเร็จจะได้กำไรสูง ควรใช้กลยุทธ์ซื้อเฉลี่ยขาขึ้นเมื่อคาดว่าตลาดกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้ง สำคัญและในจังหวะที่คุณมีเงินทุนพอเพียงที่จะทำเช่นนั้น
Rule Conditional #4
ใน สถานการณ์ทั่วไป คำแนะนำของเราคือการซื้อในครั้งเดียวให้ได้จำนวนที่เหมาะสมกับทุนที่มีอยู่ ไปเลย การ Cut loss หรือการ Take Profit ก็ให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ หลักก็คือ Stop lossess and let profits run. ถ้าหากกำไรขนาดเล็กเรา Take ได้ ขาดทุนขนาดเล็ก เราก็ต้องกล้า Take ด้วย การขาดความกล้าที่จะขาดทุนขนาดเล็กและการรีบร้อนเกินไปที่จะ Take Profit คือหายนะ มันทำให้เสียงานมามากแล้ว
Rule Conditional #5
การ ซื้อขาลงต้องอาศัยกระเป๋าเงินที่ลึกและจิตใจที่มั่นคง บ่อยครั้งที่ความหายนะมาเยือนผู้ที่มีทั้งสองสิ่ง ยิ่งจิตใจมั่นคง โอกาสที่จะถือหุ้นไว้นานเกินไปยิ่งมาก อย่างไรก็ดี มีคนจำพวกหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในการซื้อขาลงแล้วถือไว้เฉยๆ พวกนี้ซื้อทีละน้อย เข้าอย่างรอบคอบ และถือเอาไว้นานๆ พวกเขาเป็นคนที่ไม่รู้สึกถูกรบกวนใจเพราะความผันผวนของราคา พวกเขาเป็นนักตัดสินใจซึ่งซื้อในยามที่ตลาดแย่มากๆ แล้วถือไว้จนธุรกิจพลิกฟื้นตัวได้ แบบนี้เป็นการลงทุนไม่ใช่การเก็งกำไร

Rule Conditional #6
ความ เห็นของตลาดนั้นจะละเลยไปเลยไม่ได้ เมื่อเกิดกระแสการเก็งกำไร เราควรเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด หลักก็คือ ตัดสินใจอย่างรอบคอบตลาดกระแสตลาด ถ้าจะสวนตลาดก็ให้ทำอย่างกล้าหาญ การแห่ตามตลาดแม้ว่าทุกอย่างจะดูดีนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อทิศทางพลิกกลับเราจะลำบาก นักเก็งกำไรตระหนักดีถึงอันตรายของ "การมีเพื่อนมากเกินไป" ในขณะเดียวกันก็ต้องรอบคอบอย่างยิ่งในการสวนตลาด ตลาดมีชีพจรที่นักเก็งกำไรควรวางมือของตนไว้บนข้อมือของตลาดแบบเดียวกับ แพทย์ ชีพจรนี้คือสิ่งที่จะบ่งบอกเราว่าควรทำเช่นไรและเมื่อใด


คราวนี้ ขอกล่าวถึง Law Absolute ที่เหลืออีก 4 ข้อ ของ Dicksons G.Watts บ้าง

Law Absolute 1: Never Overtrade
การเปิดสถานะโดยมิประเมินทุนที่มีอยู่นำมาซึ่งหายนะ ความผันผวนที่รุนแรงจะปั่นหัวของนักลงทุนทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปหมด

 
Law Absolute #2 : Never "Double Up"
ห้ามกลับสถานะทีเดียวทั้งหมดในทันที ตัวอย่าง เช่น กำลัง long อยู่ ห้ามขายทิ้งหมดแล้วเปลี่ยนมา short ทันทีในปริมาณที่เท่ากัน ในบางครั้งการทำเช่นนี้อาจประสบความสำเร็จแต่นับว่าอันตราย หากตลาดพลิกกลับมาขึ้นต่อ ใจกลับไปเก็งทิศทางเดิม นักเก็งกำไรจะทิ้ง short แล้วหันมา long ใหม่อีกครั้ง ถ้าหากว่าหนนี้ผิดพลาด ความปั่นป่วนในใจจะเกิดขึ้น

ดังนั้นเมื่อต้องการกลับทิศทางควรทำที ละน้อยอย่างระมัดระวัง ทั้งหมดก็เพื่อรักษาความสามารถในการตัดสินใจของเราให้ปลอดโปร่งอยู่เสมอ สร้างสมดุลของจิตใจ

Law Absolute #3 : Run Quickly or Not at All
ลง มือจัดการทันทีที่เห็นอันตรายเริ่มเคลือบคลานเข้ามาเป็นครั้งแรก แต่หากพลาดที่จะลงมือแต่เนิ่นๆ จนกระทั้งคนอื่นในตลาดเห็นอันตรายนั้นกันหมดแล้วก็จงอยู่เฉยๆ เหมือนเดิม หรือมิฉะนั้นก็ปิดสถานะเพียงแค่บางส่วน


Law Absolute #4: เมื่อลังเล ลดสถานะหาก รู้สึกใจคอไม่ดีกับสถานะที่เปิดอยู่ หรือสถานะใหญ่เกินกว่าที่จะรู้สึกปลอดภัย ชายคนหนึ่งบอกชายอีกคนหนึ่งว่าเขานอนไม่หลับเลยเพราะสถานะของเขา ชายอีกคนตอบง่ายๆ ว่า "Sell down to a sleeping point."
ผม เห็นว่า กฏของ Watts นั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเยอะ หลายอย่างเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำให้มือใหม่อาจยังเข้าใจไม่ได้ในทันที ลองค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จะได้หลักการอะไรดีๆ หลายอย่างมาปรับใช้ให้เราอยู่ในตลาดได้อย่างคนฉลาดมากขึ้นครับ 
 ขอขอบคุณ  http://www.settrade.com/blog/1001ii/

THE THEORY OF “TIMMING” เศรษฐศาสตร์ แห่งความจริง

จะขอเริ่มต้นด้วยการแยกเรื่องราวทางเศรษฐกิจออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดเก็งกำไร เช่น เรื่องของ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การคำนวณ GDP มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน หรือเรื่องของการทำธุรกิจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราสามารถคิดได้อย่างเป็นเหตุ เป็นผล, ใช้เหตุผลตรงไปตรงมาในระดับปกติธรรมดาในการคิดได้ ส่วนที่สอง เป็นเรื่องของตลาดเก็งกำไร เช่นตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตลาดซื้อขายทอง ตลาดซื้อขายน้ำมัน ฯลฯ ตลาดเก็งกำไรเหล่านี้ไม่ได้มีเหตุผลตรง ๆ ในแบบที่เราคิดกัน ไม่สามารถใช้เหตุผลในระดับปกติธรรมดา แบบที่เราใช้ในการทำธุรกิจ ฯลฯ ในการเอาชนะ หรือคาดการณ์ทิศทางราคาให้ถูกต้องได้ เราจึงเห็น คนเก่ง ๆ มีการศึกษาสูง เป็น ด็อกเตอร์ เป็นหมอ เป็นนักวิชาการ เป็นนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ หาเงินได้มากจนร่ำรวย พอมาเล่นหุ้นกลับขาดทุน คาดการณ์ทิศทางราคาผิดตลอด เพราะหลักการเหตุผลมันคนละอย่างกัน วิธีการหลักคิดที่ใช้ในการทำธุรกิจ แล้วประสบความสำเร็จจนร่ำรวย พอเอาหลักการเหตุผล มาใช้ในตลาดหุ้นกลับขาดทุน เพราะตลาดหุ้นไม่ได้มีเหตุผลตรง ๆในแบบที่เราคิดกันแต่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของเหตุและผล ถ้าตลาดหุ้นเป็นเหตุ เป็นผลและใช้เหตุผลวิเคราะห์คาดการณ์ทิศทางราคาได้ คนเก่ง ๆ มาเล่นหุ้นต้องได้กำไรไม่ใช่ขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่เช่นนี้
มีคนอยู่น้อยนิดในโลกที่เข้าใจสิ่งนี้ หนึ่งในนั้นคือ WARREN BUFFET อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำอย่างไรจึงจะได้รู้ว่าเมื่อไรหุ้นจะ ขึ้นและเมื่อใดหุ้นจะลง วิธีเอาชนะตลาดหุ้นจนประสบความสำเร็จจนร่ำรวยของเขา หลักคิดที่เป็นหัวใจนั้น ตั้งอยู่บนฐานที่ว่า เราไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า เมื่อใดหุ้นจะขึ้นและเมื่อไรจะลง การพยายามกะเก็งวงจรของตลาดจึงทำให้ประสิทธิภาพและผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะ เป็น วิธีการทำกำไรจากตลาดหุ้นของเขา คือการซื้อหุ้นที่ธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวพยายาม ซื้อในเวลาที่ตลาดตกต่ำมูลค่าหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และสามารถนั่งดูหุ้นที่ตัวเองซื้อราคาปรับลงไปอีกกว่าครึ่งได้โดยไม่รู้สึก ขวัญผวา เมื่อซื้อแล้วให้ถือหุ้นที่ดีไว้ตลอดไปเท่าที่นานได้ ขายหุ้นที่ไม่ดีที่ผิดพลาดออกไป ฯลฯ (รายละเอียดอ่านหนังสือของ WARREN BUFFET) ไม่ใช่พยายามทำกำไรจากตลาดหุ้นโดยการพยายามกะเก็งวงจรของตลาด แต่เป็นการทำกำไรจากตลาดหุ้นโดยซื้อหุ้นที่ดีมีคุณค่า โดยไม่ต้องสนใจและไม่ต้องรู้ว่าหุ้นจะขึ้น-ลง เมื่อไรอย่างไร
แต่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่เชื่อเช่นนั้น ส่วนใหญ่พยายามที่จะเข้า-ออก ให้ถูกจังหวะของตลาด โดยคิดว่าตัวเองทำได้ คนส่วนใหญ่ 98% จึงขาดทุนไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น เพราะเขาใช้ “เหตุผล” ในการวิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้น วิธีเดียวที่จะชนะตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดซื้อขายน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งก็คือ สามารถคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจได้ถูกต้อง ต้องใช้และเข้าใจทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง
ทฤษฎีนี้อธิบายว่าความจริงแท้ไม่ใช่สิ่งที่ตาเห็น หูได้ยินและสัมผัสได้ แต่ความจริงจะอยู่ลึกลงไปข้างในไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส ถ้าคิดในแบบทั่ว ๆ ไป เราจะคิดว่าเราก็สามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ ขึ้นอยู่กับการติด - ตามใกล้ชิดข้อมูลข่าวสาร วิเคราะห์สถานการณ์ตัวเลขต่าง ๆ ได้ถูกต้อง แต่ถ้าคิดตามหลักความจริงแล้ว จะเห็นว่าพวกเราบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น เป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ อาจารย์ ฯลฯ อยู่ในระดับล่างสุดแล้วที่เข้าไปซื้อขายในตลาดเก็งกำไรได้ ระดับต่ำหรืออยู่ล่างกว่า พวกเรา ๆ คือ คนชั้นแรงงานซึ่งไม่มีปัญญา ลงทุนในตลาดเก็งกำไร นอกนั้นมีแต่ระดับสูงกว่าเรา ไล่จากล่างสูงขึ้นไปก็คือเริ่มจาก กองทุนในประเทศ ธนาคารในประเทศ ธนาคารต่างประเทศ กองทุนต่างประเทศ จนถึงระดับสูงที่สุด คือระดับ จอซ โซรอส หรือเทียบเท่า จะเห็นว่าพวกเราอยู่ระดับล่างสุดที่ซื้อขายอยู่ในตลาดเก็งกำไร ถ้าเรากำไรแล้วใครจะขาดทุน ? มันไม่มีแล้วเนื่องจากเราอยู่ระดับล่างสุด เราจึงจะเป็นผู้ขาดทุนเสมอ โดยเม็ดเงินจะออกจากกระเป๋าเราไปสู่ระดับที่สูงกว่า – สูงสุด เนื่องจากในตลาดหุ้นมีคนกำไร ก็ต้องมีคนขาดทุน * เป็นวิธีคิดตามหลักความเป็นจริง ไม่ใช่ตามสิ่งที่ตาเห็น ดังนั้นเราจึงจะต้องไม่ซื้อ ในขณะที่คนทั่วไปส่วนใหญ่ซื้อในทางกับกันเราต้องขาย และต้องซื้อในเวลาที่คนส่วนใหญ่ขาย คือต้องเป็นส่วนน้อย และเนื่องจากคนส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อขายในตลาดเก็งกำไรด้วย ”เหตุผล” เราจึงต้องไม่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อหรือขายเรื่องราวจึงกลายเป็นว่า เมื่อใดมีข่าวดี มีแต่เหตุผลด้านดี ๆ ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดี ๆ ที่บ่งบอกว่าราคาหุ้นจะขึ้นต่อไปอีก MASS ตัดสินใจซื้อขายหุ้นด้วยเหตุผลในระดับปกติธรรมดายอมซื้อ เมื่อใดเหตุผลชัดเจน MASS แทบทุกคนก็ย่อมเห็นและซื้อกันหมด มองไปทางไหน ถามใคร ๆ ก็บอกหุ้นน่าซื้อ แต่เราลืมไปว่าคนไทยแทบทุกคนซื้อหุ้นกันอยู่ได้อย่างไร และใครขาย ? เพราะซื้อต้องเท่ากับขายเสมอแสดงว่าอีกด้านหนึ่งที่เรามองไม่เห็นว่าเป็นใคร กำลังขายอยู่ ซึ่งก็คือระดับ โซรอส จึงจะMATCH เกิดเป็นราคาได้ เมื่อ MASS ซื้อระดับผู้ชนะขาย ราคาก็เริ่มปรับตัวลงมาเรื่อย ๆ ข่าวร้ายก็ออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาที่ต่ำลงเรื่อย ๆ โดยที่ข่าวร้ายเหล่านี้ เราไม่สามารถเห็นได้เลย ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลงมา ก่อนที่ราคาจะลงจะมีแต่ เหตุผล – ข่าวดี ว่าราคาจะชึ้นต่อไปอีก เมื่อราคาปรับตัวลงเรื่อย ๆ จนต่ำถึงจุดบริเวณหนึ่งที่มีแต่ข่าวร้าย เหตุผลด้านไม่ดีที่บ่งบอกว่าราคาจะปรับตัวลงต่อไปอีก มองอย่างไรก็ไม่เห็นเหตุผลว่าราคาจะขึ้นได้อย่างไร MASS เล่นหุ้นด้วยเหตุผลก็ขาย ด้านผู้ชนะ MATCHING ด้านซื้อ ราคาก็เริ่มปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ เหตุผลด้านดี ๆ ก็ออกมาอ้างอธิบายมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เหตุผลเหล่านี้เราไม่สามารถเห็นได้เลย ก่อนที่ราคาจะขึ้นมา มีแต่เหตุผลว่าราคาจะลงต่อ
ตัวอย่าง หลังจากอิรักบุกยึดคูเวตในปลายปี 2533 สมัยนายกชาติชาย ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลง จาก 1140 จุด ลงไปเรื่อย ๆ มากเคลื่อนไหวอยู่ประมาณ 500-800 จุด ประมาณ 1-2 ปี และ 800-1000 จุด ประมาณ 1-2 ปี ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2534-2536 เป็นช่วงปรับฐานของเศรษฐกิจไทย เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ปี 2530-2533 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจบูมมาก ราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นมาก มีการเก็งกำไรสูงมาก อุตสาหกรรมเติบโตไปรองรับกับราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นมากไม่ทันเมื่อเศรษฐกิจ ดีถูกตัดตอนลงไปในปี 2533 สิงหาคม เมื่ออีรักบุกยึดคูเวต ราคาหุ้นปรับตัวลงมาเรื่อย ๆ เงินทุนหยุดไหลเข้า เกิดสภาพเงินตึงในระบบ คนส่วนใหญ่ติดหุ้นซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บไว้ในราคาแพง แล้วขายไม่ทัน , ลงทุนเกินตัว ขาดสภาพคล่องในระบบเกิดสภาพ OVER SUPPLY มีความต้องการขายมากกว่าซื้อ ธนาคารพาณิชย์ก็ยอมปล่อยให้คนที่ไม่แข็งแรงพอล้มไป โดยการไม่ปล่อยกู้เพิ่ม เป็นช่วงเวลาของการปรับสมดุลของ DEMAND และ SUPPLY ไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตให้ขึ้นไปสอดคล้องกับราคาที่ดินที่สูง ขึ้นมากได้ ก่อนปี 30 เรา EXPORT อะไร ปี 33-36 เราก็ยัง EXPORT เน้นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เหมือนเดิม แต่ราคาอสังหา ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 10 เท่าแล้ว ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นมาก แข่งขันไม่ได้ ค่าแรงจำเป็นต้องขึ้น ก็ขึ้นไม่ได้มาก จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นอีก ชนชั้นล่างลำบากมากขึ้น คนรวยก็มีปัญหา นายกอานันท์ ปัญญารชุน ถึงกับเคยกล่าวว่า ถ้าต้องขึ้นค่าแรงอีกในช่วงเวลานั้นอุตสาหกรรมไทยตายหมดแน่ ๆ อีกทั้งยุโรปขู่ตัด GSP ไทย, ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง อาจต้องลดค่าเงินบาทอีก ทั้งยังมีการปฏิวัติมีพฤษภาทมิฬ ที่ลดความน่าเชื่อถือต่างชาติไม่กล้ามาท่องเที่ยว มาลงทุน มองอย่างไรก็เป็นช่วงเวลาที่มีแต่ข่าวร้ายมากกว่าเรื่องดี ๆ อยู่มากมาย ตลาดหุ้นขึ้นไปทดสอบ 1000 จุด แล้วไม่ผ่าน 2 ครั้งแล้ว ปรับตัวลงมาประมาณ 800 จุด ครั้งที่สามผ่านและทะลุขึ้นไปถึง 1700 จุดใน 3 เดือน ถามว่าเหตุผลอยู่ตรงไหน ? เมื่อข่าวร้ายหรือเหตุผลชัดเจนมาก MASS ยิ่งขายมากหุ้นยิ่งขึ้นได้แรงมาก สถานการณ์นี้เกิดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไป ก็ไปกำหนดให้สถานการณ์ดี ตัวเลขทางเศรษฐกิจดี เหตุผลคำอธิบายดี – มีมาก ขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดสูงสุดที่ MASS เข้าไปซื้อกันมากที่สุดแล้วจึงเริ่มปรับตัวลง
มีตัวอย่างอีกมากมายหลายสิบตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยในลักษณะ แบบนี้ จะขออธิบายในโอกาสต่อไปจะเห็นว่าถ้าเราเข้าใจในทฤษฎีนี้เราจะสามารถกำไรได้ ตลอดทั้งขาขึ้นและขาลงอย่างมากมาย
ตามทฤษฎีนี้ ราคาจึงเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ ไม่ใช่สถานการณ์กำหนดราคา ไม่ใช่มีข่าวดีแล้วหุ้นขึ้น แต่หุ้นขึ้นแล้วมีข่าวดีตามมา เศรษฐกิจดี ตามมา ตัวจบสุดท้ายที่เป็นตัวพลิกกลับที่จุดสูงสุดและจุดต่ำสุด คือ ผลประโยชน์ของระดับผู้ชนะในโลก ไม่ใช่เหตุผลหรือข้อมูลข่าวสารสถานการณ์
แน่นอนว่าไม่ใช่ราคากำหนดสถานการณ์อยู่ด้านเดียว สถานการณ์ก็กำหนดราคาด้วย เป็นทฤษฎี TWO WAY REFLEXIBILITY INTER ACTION ของ จ้อช โซรอส ที่อธิบายว่า เมื่อใดผลประกอบการของบริษัทดี ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ในทางกลับกันราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ส่งผลสะท้อนกลับไปให้ผลประกอบการ ของบริษัทดีขึ้นอีก และผลประกอบการที่ดีขึ้นก็ส่งผลสะท้อนกลับไปให้ราคาหุ้นสูงขึ้นอีก กลับไปมาเช่นนี้จนถึงจุด ๆ หนึ่งที่เกินปัจจัยพื้นฐาน ราคาก็เริ่มปรับตัวลง ราคาที่ลดลงก็ส่งผลสะท้อนไปที่ผลประกอบการของบริษัทให้แย่ลง ซึ่งก็ส่งผลสะท้อนกลับไปให้ราคาหุ้นตกต่ำลงอีก จนถึงจุดที่ โซรอส บอกว่าต่ำเกินไปราคาก็เริ่มขึ้นใหม่ โดยเขาไม่บอกความลับสุดท้ายว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของพวกเขาเอง จุดต่ำสุดคือจุดที่มีแต่เหตุผลว่า จะลงต่อที่ทำให้ MASS ขายออกมามาก และจุดสูงสุดคือจุดที่มีแต่เหตุผลว่าจะขึ้นต่อไปอีก MASS จึงซื้อกันมากที่สุด การบอกเพียงว่าสูงและต่ำเกินไปทำให้ผู้อ่านหนังสือของ จอซ โซรอส ถึงแม้เข้าใจแต่ก็จับจุดสูงสุด ต่ำสุดไม่ออก เพราะเลื่อนลอยและวัดไม่ได้ว่าตรงไหน คือ สูงเกินไปแล้ วและต่ำเกินไปแล้ว
ส่วนคนไทยทั่วไปรวมถึงผู้บริหารประเทศ เมื่อเห็นเศรษฐกิจดีขึ้นจากจุดต่ำสุดขึ้นมาโดยที่พื้นฐานยังไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง หรือเห็นว่าแย่ลงจากจุดสูงสุด ก็สรุปว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น เชื่อถือของชาวต่างชาติ โดยที่ไม่เข้าใจในทฤษฎีนี้ว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนระดับ TOP ของโลกที่ทำให้เงิน-ไหล เข้า-ออก ความเชื่อมั่นก็ทำให้เงินต่างชาติไหล เข้า-ออก เช่นกันแต่เป็นต่างชาติทั่วไปที่เหมือน ๆ พวกเรา คือเป็นคนธรรมดา นักธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งอาจกำไรก็ได้ขาดทุนก็ได้ เหมือนพวกเรา ไม่ใช่ต่างชาติที่มีนัยยะ ที่กำไรเสมอแบบ จ้อช โซรอส
ถ้าราคาหุ้นเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับเหตุผลอยู่ตลอดเวลาจริง ตามที่ได้อธิบายมานี้ ทำไมคนทั่วไปจึงไม่เห็นและจับจุดไม่ได้สักที อธิบายได้ดังนี้ คนทั่วไปส่วนใหญ่ในโลกนอกจากตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นด้วยเหตุผลแล้ว ยังมีการเปรียบเทียบอดีตอีกด้วยว่าเคยเกิดอะไรขึ้นและเป็นอยู่มาโดยดูจาก ความคล้ายความเหมือน แล้วจึงใช้ตัดสินใจประกอบกับเหตุผล ยกตัวอย่างมีข่าวดีแล้ว MASS เข้าไปซื้อหุ้น แล้วหุ้นตกสัก 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 มีข่าวดี เหตุผลดี ๆ ให้เห็น MASS ก็ไม่กล้าซื้อหุ้นแล้วแม้มีข่าวดีเพราะซื้อตอนข่าวดีมา 2 ครั้งแล้ว ขาดทุน ครั้งที่ 3 มีข่าวดีราคาก็จึงขึ้นได้ จึงดูเหมือนกับว่าราคาหุ้นเคลื่อนตัวไปด้วยเหตุผล เป็นเหตุผล คือมีข่าวดีแล้วหุ้นขึ้น จะเห็นว่าแท้จริงแล้วราคาหุ้นก็ยังคงเคลื่อนตัวไปด้วยจิตวิทยาอยู่ดี กล่าวคือ จะเคลื่อนตัวไปด้วยเหตุผลในครั้งที่เราไม่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจซื้อขายและ เคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับเหตุผลในครั้งที่เราใช้เหตุผล สรุปก็คือเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่เรา (MASS) ขาดทุนอยู่ตลอดเวลา
ในโลกยุค GLOBALIZATION นี้ ราคากำหนดสถานการณ์ได้รุนแรงและกว้างขวางกว่าแต่ก่อนมาก เพราะคนในโลกเข้าสู่เกมการเงิน ภาคเก็งกำไรกันมากกว่าแต่ก่อนมาก ภาคเศรษฐกิจจริง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ประชานิยม การลงทุน ฯลฯ ในตัวของมันเองนั้น ก็สามารถกำหนดสถานการณ์ให้ดีขึ้นหรือแย่ลงได้ แต่น้ำหนักจะน้อยกว่าราคาในตลาดเก็งกำไรที่เคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นตัวกำหนด สถานการณ์ได้รุนแรงกว่ามาก เช่น ถ้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่หุ้นกำลังจะขึ้นอยู่แล้ว (คุณทักษิณเป็นนายกสมัยแรก) ก็จะเกิดผล ++ ต่อเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ทั้งผลดีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ และผลดีต่อสถานการณ์จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นด้วยเหตุผลของกลไกของมันตาม ทฤษฎีผลประโยชน์ แต่ถ้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ๆ ในเวลาที่หุ้นจะต้องลงอยู่แล้วตามกลไกของมัน (คุณทักษิณเป็นนายกสมัยที่สอง และคุณสมัครเป็นนายก) หุ้นก็จะลงอยู่ดี และราคาหุ้นที่ปรับตัวลงก็จะไปกำหนดให้สถานการณ์ให้แย่จนกลบผลดี สถานการณ์ดี อันเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปจนเกือบหมด
ในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เราไม่อาจรู้ล่วงหน้า เช่น สงคราม แผ่นดินไหว จลาจล โรคระบาด ก็ไม่สามารถหักลบทิศทาง ราคาในตลาดเก็งกำไร ไม่ให้เคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ MASS ขาดทุนอยู่ตลอดเวลาได้ ในภาพใหญ่ แต่อาจทำให้เปลี่ยนแปลงในระยะไม่กี่วัน หรือในช่วงหนึ่งได้ จะขออธิบายยกตัวอย่างคร่าว ๆ เนื่องจากมีรายละเอียดมากเกินกว่าจะอธิบายในที่นี้ได้หมด กล่าวคือ ในกรณีมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเรื่องใหญ่ ๆ ที่ไม่ดีเกิดขึ้นมา ในบริเวณที่ MASS ขายกันมากอยู่ ซึ่งตามทฤษฎีนี้ เป็นช่วงเวลาที่หุ้นกำลังจะต้องขึ้นอยู่แล้วเหตุการณ์นั้นก็ไม่สามารถ เปลี่ยนให้หุ้นเป็นขาลงได้ แต่อาจทำให้ลงได้เล็กน้อยหรือปานกลางในไม่กี่ชั่วโมง หรือหลาย ๆ วัน หุ้นก็ต้องขึ้นอยู่ดีตามที่ต้องขึ้นอยู่แล้ว เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ คนทั่วไปที่คิดตามภาพที่เห็น เชื่อในภาพสะท้อนของตลาดเก็งกำไร ต่อข่าวสารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะสรุปว่า ข่าวร้าย เหตุการณ์นั้นไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ราคาจึงขึ้นต่อไปได้ เช่น สึนามิ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หุ้นจะลงมาก ๆ ไม่ได้เนื่องจาก MASS ขายอยู่มากในช่วงเวลานั้น ราคาหุ้นลงวันเดียวก็ปรับตัวขึ้นอยู่ดี ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่มากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ไปกำหนดให้สถานการณ์โดยรวม ดี การเคลื่อนตัวของราคาในตลาดเก็งกำไรจึงเป็นตัวกำหนดสถานการณ์และสร้างความ รู้ให้เกิดขึ้นในสมองเราในแบบที่ไม่ถูกต้อง เหตุการณ์ไม่คาดคิดด้านไม่ดีหลาย ๆ เหตุการณ์นั้นถ้าเกิดขึ้นในเวลาที่ MASS ซื้อกันอยู่หุ้นจึงปรับตัวลงได้
เหตุการณ์ 911 ก่อการร้ายใน NEW YORK ที่เกิดขึ้นคิดด้วยเหตุผลแล้ว น่าจะทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐอ่อนอย่างมากแต่ราคาแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยในวัน นั้น เนื่องจากกลไกการ MATCHING ระหว่าง MASS กับระดับผู้ชนะในโลกในเวลานั้นไม่สามารถทำให้ค่าเงินเหรียญอ่อนได้ เราเห็นอย่างนั้นเราก็เชื่อและอธิบายได้อยู่ดี ดังนั้นถ้าเราซื้อหุ้นในเวลาที่ MASS ขายกันหมดอยู่จริง ๆ จึงไม่ต้องกลัวเลยว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดใด ๆ ในโลกเกิดขึ้นแล้วเราจะขาดทุน กลไกราคาตามทฤษฎีนี้ได้ครอบคลุมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วราคาเป็นตัวกำหนด สถานการณ์ แม้ว่าราคาปรับตัวสูงขึ้นทั้งทั้งที่มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดร้ายแรงเกิดขึ้นคน ทั่วไปก็เชื่อ-คิดตาม-และอธิบายตามสิ่งที่ตาเห็นได้อยู่ดีว่าเป็นเพราะอะไร (ในด้านขายก็ตรงข้ามกัน)
ยังมีเรื่องราวและการยกตัวอย่างต่าง ๆ ของสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกมากมาย ที่อยากเขียนแต่เนื่องจากเวลา และหน้ากระดาษที่จำกัดและเกรงว่าจะยาวเกินไป จึงจะขอสรุปปิดท้ายไว้ดังนี้ว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง เป็นทฤษฎีที่บอกเราในเรื่องของ “จังหวะเวลา” ที่จะซื้อหรือขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในโลกนี้ ถ้าใครไม่เข้าใจในทฤษฎีนี้แม้จะทำธุรกิจเก่งแค่ไหนก็จะมาเสีย มาขาดทุนในตลาดเก็งกำไรนี้อยู่ตลอดเวลา เสียมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าทำเกินตัวแค่ไหนหรือไม่ นักธุรกิจหรือผู้บริหารประเทศที่เก่งที่ประสบความสำเร็จจึงจะต้องมีความรู้ เรื่องธุรกิจหรือเรื่องการบริหารประเทศ เพียงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องรู้เรื่องของจังหวะเวลาที่ควรซื้อ-ขาย ลงทุนด้วย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากที่สุด และคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เข้าใจแต่คิดว่ารู้แล้ว เราจึงได้เห็นธุรกิจที่ดีที่มีการบริหารจัดการดี มีระบบดี สินค้าขายดี บางบริษัทแทบไม่พอขาย แต่กลับขาดทุนล้มละลายกันมากมาย เนื่องจากขาดความเข้าใจในเรื่องของจังหวะเวลา
ในกรณีที่เป็นผู้บริหารประเทศความเข้าใจในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง จะทำให้สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุน-บริหารประเทศได้ถูกจังหวะ เวลา ทำให้ผลที่ลงไป 10 แต่กลายเป็น 15,20,50 มิฉะนั้นทำให้ผลที่ทำไว้ในภาคเศรษฐกิจจริงที่ทำไว้ 10 อาจได้แค่ 8,7,2 หรือติดลบก็ได้
ประเทศที่เจริญและประสบความสำเร็จ เช่น อเมริกา สิงค์โปร์ ฯลฯ ล้วนแต่เข้าใจในศาสตร์แห่งจังหวะเวลาทำให้ประเทศเหล่านี้มีกำไรจากการลงทุน ในตลาดเก็งกำไรทั่วโลกมากมายมหาศาลไม่รู้จบ และลงทุนตัดสินใจซื้อขายบริหารประเทศ ตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ถูกจังหวะเวลา ย่อมได้ผลลัพธ์ ทวีคูณ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนในประเทศเหล่านี้จะเข้าใจด้วย เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็ย่อมมีวงจรขึ้นลงปกติเหมือนประเทศอื่น ๆ เพียงแต่ภาครัฐหรือกองทุนใหญ่ที่เข้าใจทฤษฎี จะกำไรตลอดเมื่อใดเศรษฐกิจของอเมริกาปรับตัวลงคนที่ขาดทุนก็คือประชาชนคน อเมริกัน ภาคเอกชน หรือภาครัฐที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ความจริงแท้ในระบบเศรษฐกิจว่าคือ อะไร ไม่ใช่ระดับ จ๊อช โซรอส อยู่ดี ที่จะกำไรเสมอแม้วงจรเศรษฐกิจของประเทศเขาเองหรือ ประเทศใด ๆ ตกต่ำเป็นขาลง
หลังจากเข้าใจตามทฤษฎีแล้วว่าราคาในตลาดเก็งกำไร (ยกตัวอย่าง หุ้น) เคลื่อนตัวไปด้วยหลักการอะไร แต่ปัญหาก็คือว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหน MASS ซื้อกันหมดอยู่ และตรงไหน MASS กำลังขายอยู่ เพื่อที่เราจะได้ซื้อขายตรงข้าม ไม่เป็น MASS ซึ่งก็คือต้องเรียนรู้วิธีอ่านจากกราฟราคา จะสามารถเห็นว่าตรงไหน MASS กำลังตัดสินใจอย่างไรอยู่ (ไม่ใช่การดูทางเทคนิคต่าง ๆ ทั่วไป ซึ่งก็คือ MASS เช่นกัน) ภาคปฏิบัติการอ่านกราฟจะทำให้เข้าใจสิ่งที่อ่านมาทั้งหมดนี้ได้อย่างถ่องแท้ ชัดเจน
บริเวณราคาที่เป็นจุดสูงสุด หรือต่ำสุดในวงจรใหญ่ ๆ ระยะปีหรือหลายปี เราจะสามารถรู้สึกสัมผัสได้เอง แม้ไม่เคยเรียนรู้วิธีดูกราฟ ว่าบริเวณราคา-สถานการณ์-เหตุผลแบบนี้ MASS กำลัง (ยกตัวอย่าง) ซื้อกันหมดอยู่ จากการที่มีแต่เหตุผลด้านดี ๆ ที่บ่งบอกว่าราคาขึ้นต่อ มองไปทางไหนถามใคร ๆ ก็มองโลกในแง่ดี ซื้อหุ้น-ลงทุน กันหมด แสดงว่าราคากำลังจะลงในด้านขายก็ตรงข้ามกัน แต่ถ้าเป็นเวลาทั่ว ๆ ไปใ นวงจรระดับ กลาง ๆ จะรู้สึก-สัมผัสยากต้องอ่านจากกราฟเท่านั้น
การที่แบงค์ชาติเข้าไปซื้อดอลล่าห์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ 38 บาท ก็เพราะคิดตามเหตุตามผลและเปรียบเทียบอดีตนะครับ หรือการที่แบงค์ชาติแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนในปี 2539 จนหมดหน้าตัก ก็เพราะคิดด้วยเหตุผลเช่นกัน หรือการที่ภาครัฐและเอกชนไทยไม่ได้ซื้อตั๋วน้ำมันในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วง หน้าเก็บไว้ในราคา 10 กว่าเหรียญ ก่อนที่ราคาจะขึ้นสูง ซึ่งจะทำให้เราได้น้ำมันราคาส่งมอบที่ 10 กว่าเหรียญ ตลอดระยะสัญญาไม่ว่าราคาในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นมากเท่าไรก็ตาม ก็เพราะด้วยเหตุผลในขณะนั้นมองอย่างไรก็ไม่เห็นว่าราคาจะขึ้นมากขนาดนี้ไป ได้อย่างไร ในทางกลับกันเรากลับตั้งกองทุนมาพยุงและแทรกแซงราคาน้ำมันที่ 30 กว่าเหรียญเพราะคิดตามเหตุผลที่เห็นเปรียบเทียบได้ในขณะนั้น เนื่องจากเห็นว่าตลอดเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมาพอน้ำมันขึ้นมาถึง 30 กว่าเหรียญ ราคาก็กลับลงไปทุกครั้งในที่สุด เป็นวิธีการเปรียบเทียบอดีตและคิดตามเหตุตามผลของ MASS ในขณะที่ประเทศสิงค์โปร์ซื้อน้ำมันที่ 12 เหรียญดอลลาห์สหรัฐต่อบาเรลไว้จำนวนมากมายมหาศาลสำหรับพอใช้ไป 5 ปี เมื่อมีคนซื้อล่วงหน้าได้ ย่อมหมายความว่า มีคนขายล่วงหน้า จึง MATCH เกิดเป็นราคาได้ นั่นหมายความว่าประเทศหนึ่งประเทศใดในกลุ่มโอเปค ตกลงขายล่วงหน้าให้สิงค์โปร์ไป หมายความว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างโอเปคก็ไม่ได้รู้ว่าราคาจะเคลื่อนไปใน ทิศทางใด ถ้ารู้ก็คงไม่ขายแน่นอน OPEC ก็คือพ่อค้าธรรมดาที่ไม่ได้เข้าใจทฤษฎี MASS การเคลื่อนตัวของกลไกราคาว่าเป็นไปด้วยหลักการอะไรเขาก็คิดตามเหตุตามผล เห็นว่ามีกำไรก็ขายถูกบ้าง แพงบ้างตามราคาที่ตกลงกันในตลาดแบบพ่อค้านักธุรกิจทั่ว ๆไป
เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของการตัดสินใจผิดพลาด ของทุก ๆ รัฐบาลและเอกชนไทยนะครับ ลองคิดดูว่าถ้าประเทศไทย ซื้อน้ำมันที่ 10 กว่าเหรียญดอลลาห์สหรัฐไว้ เพียงพอสำหรับหลาย ๆ ปี(อาจซื้อล่วงหน้าไว้โดยใช้ MARGIN) ขายดอลลาห์ที่ 40 กว่าบาท หรือแม้แต่ 50 กว่าบาท เราจะได้กำไรเป็นเม็ดเงินสดคืนกลับสู่ประเทศชาติและประชาชนขนาดไหน ลองนึกภาพดู (เหมือนกับกองทุนเทมาแสคของสิงค์โปร์)
พิชัย จาวลา
24 มีนาคม 2551

จะขอยกตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง เมื่อปี 2551 ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกขึ้น เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตลาดหุ้นไทยตกลงจนต่ำสุดที่ประมาณ 400 จุด ในปลายปี 2551 และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบไม่เกิน 500 จุด จนถึงเดือน มีนาคม 2552 ช่วงนั้นมีแต่ข่าวเหตุผลสถานการณ์ด้านไม่ดี ที่บ่งบอกและชี้ว่า หุ้นจะยังไม่ฟื้นตัวง่าย ๆ วิกฤติเพิ่งเริ่มต้นและหุ้นน่าจะลงต่อได้อีก สถานการณ์ก็ร้ายแรงมาก มองหาเหตุผลอย่างไร ก็ไม่เจอว่าทำไมจึงควรซื้อหุ้น เนื่องจาก 1) ความหนักหนาสาหัสของวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ มีความรุนแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยมโลก 2) วิกฤติครั้งนี้เกิดทั่วโลกทั้งอเมริกา ยุโรป เอเซีย วิกฤติคราวที่แล้วเมื่อปี 2540 ประเทศฝั่งเอเซีย ยังได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อน ได้เม็ดเงินจากยุโรป อเมริกา มาชวยฟื้นเศรษฐกิจ จากการส่งออก การท่องเที่ยวที่ดีขึ้น 3) วิกฤติเพิ่งเริ่มได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำไมต้องรีบซื้อหุ้น คราววิกฤติปี 40 ใช้เวลาเกือบ 5 ปี จึงเริ่มฟื้นตัวจริงจัง 4) ราคาอาจลงไปได้อีก เมื่อคราวปี 40 นอกจากยืดเยื้อแล้วราคาหุ้นยังตกถึง 200 กว่าจุด และคราวนี้ สถานการณ์ก็หนักไม่แพ้กัน แม้จะแตกต่างในรูปแบบ หุ้นจึงอาจลงถึง 300 หรือ 200 จุด ได้เช่นกัน
เมื่อเราวิเคราะห์เหตุการณ์ สถานการณ์ ข่าวสาร ข้อมูล แล้วเปรียบเทียบอดีตกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เรียกรวม ๆ ว่า “ระบบเหตุผล” ทั่ว ๆ ไปที่เชื่อและตีความไปตามสิ่งที่ตาเห็น แล้วเราจึงไม่กล้าซื้อหุ้นที่ประมาณ 400 จุด แต่กลับขายออก เนื่องจากหาเหตุผลด้านดีไม่เจอ แต่ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่า เมื่อใดเหตุผลชัดเจนไปทางใดทางหนึ่ง มองไปทางไหนคุยกับใครก็มีแต่คนขายหุ้น และไม่ซื้อออกจากตลาดไป แสดงว่ามีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เห็นไม่ระลึกถึง กำลังซื้อทั้งหมดอยู่เช่นกัน ราคาจึงจะเกิดได้ เพราะซื้อต้องเท่ากับขายเสมอ ใคร ๆ ก็ขายกันหมดอยู่เป็นไปได้อย่างไร ต้องมีคนซื้อด้วย เมื่อ MASS ขายระดับผู้ชนะซื้อ ราคาก็เริ่มปรับตัวขึ้นทันทีสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีเหตุผลด้านดี ๆ ออกมาอธิบายได้เองตามหลังราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปแล้ว โดยที่เหตุผลดี ๆ เหล่านั้นจะไม่สามารถหาได้เลยบริเวณจุดต่ำสุด บริเวณนั้นจะมีแต่เหตุผลว่าจะลงต่อ เมื่อราคาหุ้นได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไปกำหนดเหตุการณ์สถานการณ์ให้ดี ขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนก็เข้าไปซื้อมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ราคาได้ขึ้นไปสูงถึงระดับหนึ่งที่มีเหตุผลด้านดี ๆ เหตุการณ์ดี ๆ ที่บ่งบอกว่าราคาจะขึ้นต่อไปอีก มองหาเหตุผลอย่างไรก็ไม่เจอว่าราคาจะปรับตัวลงได้อย่างไร MASS คิด ด้วยระบบเหตุผลก็จะเข้าไปซื้อกันมากที่สุด ระดับผู้ชนะย่อมขายในอีกด้านหนึ่ง ราคาก็จะเริ่มปรับตัวเป็นขาลง ซึ่งจุดที่มีแต่เหตุผลด้านดี ๆ นั้นยังไม่ใช่บริเวณราคาปัจจุบัน ที่ประมาณ 600 จุด เท่านั้น ( เขียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 ) ราคาหุ้นจึงจะยังคงสูงขึ้นได้อีกทั่วโลก โดยตลาดหุ้นไทยจะขึ้นถึง 1000 จุดได้ อย่างช้า 5 ปี และถึงระดับ 2000 จุดใน 10 ปี ( แน่นอนว่าระหว่างทางย่อมสลับขึ้นลง ) รายละเอียดอ่านได้ท้ายหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งความจริง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 และครั้งต่อ ๆ ไป
ถึงแม้ว่า ช่วงเวลาประมาณ 400 จุดเมื่อเดือน ตุลาคม 2551 – กุมภาพันธ์ 2552 สถานการณ์จะหนักจริง เม็ดเงินหายจากระบบจริงมากมายมหาศาล ธุรกิจตกต่ำจริง รายได้หดหาย เงินมีสะพัดจริง แต่พอเราโยงเหตุผลตรง ๆ กับตลาดหุ้น แล้วเราตัดสินใจขาย จะผิดทันที เราไม่ต้องตระหนักถึง “ระบบผลประโยชน์” ที่ทับซ้อน “ระบบเหตุผล” อีกชั้นหนึ่ง เมื่อตัดสินใจซื้อขายในตลาดเก็งกำไร
พิชัย จาวลา
กรกฎาคม 2552 
ขอขอบคุณ  http://www.chiangmairoom.com

‘เสี่ยยักษ์’ วิชัย วชิรพงศ์ กูรูหุ้นพันล้าน Part 2 ( ตอนที่ 21 - 27 )

ตอนที่ 21 ตลาดแบบไหน “เล่นแล้วได้ตังค์
การ อ่านอารมณ์ตลาด ถ้า “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัว “ฝรั่ง” ไม่เข้า บอกได้เลยว่าเล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นให้ได้กำไร รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้ “ได้ตังค์” ตลาดหุ้นแบบไหนที่เล่นหุ้นแล้วไม่ค่อยได้ตังค์…? (น่าเบื่อ)
“เสี่ย ยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์บอกว่า กรณีที่ “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัวและ “ฝรั่ง” ไม่เข้า ตลาดหุ้นช่วงนั้นจะเงียบเหงา(ไม่น่าเล่น) บอกได้เลยเล่นหุ้นไปก็ไม่ได้เงิน อยู่นิ่งๆดีที่สุด ถ้าคิดให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ อธิบายได้ว่า เพราะเงินไม่มีมาหมุน “ทำกำไรยาก” “ถ้าจะเล่นหุ้นแล้วได้เงิน “รายย่อย” ต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรต้องตาม(น้ำ)กันแหลก! หุ้นมันจะวิ่งจู๊ด หรือขึ้นไปทำนิวไฮ(จุดสูงสุดใหม่)ได้” เสี่ยยักษ์อธิบายว่า ช่วงที่หุ้นขาขึ้นมันจะมีจังหวะ “พักตัว” จากนั้นให้สังเกตว่า มักจะมีข่าวดีมา “หนุน” จังหวะสองที่ทุกคนมองว่าราคามันวิ่งขึ้นไปทำ “นิวไฮ” ช่วงนี้แหละ นักเก็งกำไรจะแห่ตามกันแหลก!!
ทั้ง นี้ สำหรับช่วง “พักตัว” ในหุ้นพื้นฐานดีๆจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ไม่ค่อยรีบร้อนขึ้น (จะตรงกันข้ามกับหุ้นปั่น ที่รีบร้อนขึ้น) ยกตัวอย่าง หุ้น ปตท. เวลาเขาจะทำหุ้นตัวนี้ เขาจะต้องค่อยๆเก็บ บีบให้เหลือแต่คนที่ “ใจถึง” จริงๆ พอทุกคนหมดแรง มันก็จะ “วิ่ง”
“ยิ่ง หุ้นตัวใหญ่ ถ้าเขารู้ว่าตอนไอพีโอ มีคนไปแย่งกันจอง(หุ้นไม่พอขาย) พอเข้าตลาดมาปั๊บ! เขาจะพยายามกดราคา เพื่อกดลงมารับต่ำๆ ถ้าวันแรกเปิดมาสูง เขาก็จะเทรดให้หุ้นต่ำลงมาก่อน …แต่คุณดู พอมันเก็บของ(สะสมหุ้น)ได้พอแล้ว สังเกตว่า “วอลุ่มพีค” (เก็บของได้แล้ว) ราคาปรับตัวลงมาเสร็จ คราวนี้ปริมาณซื้อขายจะไม่ได้เยอะ สภาพคล่องจะเริ่มตึงขึ้น ราคาจะค่อยๆขยับขึ้นช้าๆ บางทีก็เล่นไซด์เวย์อยู่นาน จนคนซื้ออึดอัด ใครทนไม่ไหวก็ “คืนของ” ให้เขา แต่พอเขารวบรวมหุ้นได้เต็มที่แล้ว พอ MACD (ระยะเดือน) ตัดขึ้น ทีนี้มันวิ่งขึ้นเร็วมาก”
เสี่ย ยักษ์อธิบายว่า ส่วนตัวชอบใช้กราฟ MACD ระยะเดือน (Month) เป็นดัชนีชี้นำหลักสำหรับการลงทุน “รอบใหญ่ๆ” ที่ผ่านมาก็ใช้ได้ผลดีมาตลอด แต่ถ้ามาถามรายละเอียดเกี่ยวกับทฤษฎี “ผมไม่รู้” แต่รู้ว่าถ้า MACD ทะลุ “ศูนย์” ลงไปเลย “ไม่ดี” แต่ถ้า MACD อยู่ต่ำกว่าศูนย์ มันจะขึ้นมาที่ศูนย์ก่อน จากนั้นหุ้นจะปรับตัวลงอีกรอบ คือมีการพักตัวรอบใหญ่ แล้วถ้ามันกลับมาที่ “ศูนย์” อีกที บีบตัวแล้ว “ตัดขึ้น” คราวนี้หุ้นจะเป็นขาขึ้น “รอบใหญ่”
เสี่ย ยักษ์บอกว่า ระหว่างการ “ก่อตัว” ของหุ้น จากประสบการณ์ดูกราฟราคาเราจะรู้เลยว่าถ้าใครดูเป็น (รู้จริง) กราฟไม่มีหลอก อย่างเช่น หุ้น ATC ถ้าจับจุดถูก MACD ระยะเดือน ตัดขึ้นชัดเจนช่วงปลายปี 2545 สัญญาณดีมาก แต่ก็ต้องทำการบ้านด้านปัจจัยพื้นฐานประกอบด้วย ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้ารีบเข้าไปซื้อ “ตอนนั้นทั้งกราฟและข้อมูลพื้นฐาน ยืนยันในทิศทางเดียวกัน เรารู้เลยว่าหุ้นตัวนี้มันจะ “เทิร์นอะราวด์” พอวงจรปิโตรเคมีมันมา (ปี 2546) หุ้นขึ้นมหาศาลเลย” หรืออย่างหุ้น ปตท. ตัว MACD ระยะเดือน มันตัดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2549 แล้ว หุ้น ปตท.ค่อยๆลงมาจาก 270 บาทลงมา 200 บาท ช่วงนี้รู้เลยว่ามันกำลังพักตัว (หลังจากขึ้นมาต่อเนื่องยาวนาน 3 ปี ช่วงปี 2546-2548) “ช่วงที่ MACD ของหุ้น ปตท. ตัดลงมา ทั้งสองเส้นมันยัง “ถ่าง” กันอยู่เยอะ ผมก็รอให้ MACD มันบีบ พร้อมที่จะตัดขึ้นก่อน เราถึงจะมีจุดมั่นใจเข้าซื้อ (เพื่อเล่นรอบใหม่) เรารู้ว่าพื้นฐานของหุ้นดีมากอยู่แล้ว แต่หุ้นทุกตัวจะต้องมีระยะพักตัว บางครั้งอาจจะกินระยะเวลานานหลายเดือน บางครั้งครึ่งปี บางตัวนาน 2-3 ปี”
เสี่ย ยักษ์อธิบายถึงระยะพักตัวของหุ้นเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่หุ้นบางตัว “พักตัวนาน” แสดงว่ามี “คนเจ็บ” กับหุ้นตัวนั้นเยอะ มันต้องใช้เวลา “รอ” ผลการดำเนินงานหรือข่าวดี หุ้นถึงจะมีแรงกลับมาสู้ใหม่ แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ “กำไรดี” อยู่แล้ว ระยะพักตัวก็อาจจะไม่นานมาก วิธีการในการวิเคราะห์หุ้นระดับ “ลึก” ของเซียนหุ้นรายนี้ มีขั้นตอนอย่างไร
“สมมติ ผมจะวิเคราะห์หุ้น ปตท. เรารู้ว่ากำไรสุทธิปีนี้ ไม่น่าจะหนีหุ้นละ 30-35 บาท เทรดกันที่ค่า พี/อี ต่ำแค่ 6-7 เท่า เราก็ประเมินว่า ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่สูงอย่างนี้ไปอีกหลายปี หุ้นปตท. ยังไงก็ต้องดี แต่หุ้นลงมาเหลือ 210-220 บาท คราวนี้เราก็รอเวลาให้กราฟ MACD ยืนยันการ “ตัดขึ้น” ก่อน เราค่อยเข้าไปซื้อ เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงก็จะไม่สูง ระยะเวลา “รอ” ราคาวิ่งขึ้นก็ไม่นานด้วย”
มัน เป็นสูตรวิธีคิดว่า การที่ MACD มันบีบแล้ว “รอ” ตัดขึ้นเหนือ “ศูนย์” ราคาหุ้นอยู่ในเขต “Oversold” คือ อยู่ในเขตขายมากเกินไป จนข่าวร้ายไม่มีผลต่อราคา ไม่มีทางร้ายไปกว่านี้แล้ว คนที่ติดหุ้นอยู่จะให้ขายก็ไม่อยากขายขาดทุนมาก จะให้บุ่มบ่ามรีบซื้อก็ยังไม่กล้าซื้อ นิ่งๆเฉื่อยๆชาๆ “จุดนั้นคือจุดที่อันตรายที่สุด แต่เป็น…จุดที่ปลอดภัยที่สุด คือประมาณ ตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง จ่ายกับข้าวสบายๆ ไม่ต้องแย่งกับใคร ถ้าอยากจะรวย คุณต้องรอจังหวะนี้ให้ได้”

ตอนที่ 22 รู้จักคำว่า “รอคอย”
ถ้า เราเทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด การตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย คุณต้องรอจังหวะ รอให้เครื่องมือทางเทคนิคยืนยัน แล้วทุกคนเริ่มกลัวกันหมด ตรงนั้นคือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้ ความสำเร็จที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่การเดินทางเพื่อค้นหา “กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ” เพราะพื้นฐานแห่งความสำเร็จ แท้ที่จริงแล้วคือ การเอาชนะจิตใจของตัวเองให้ได้เสียก่อน ในตลาดหุ้น การ “รู้เขา” อย่างเดียว มิอาจไปถึงเป้าหมายได้ ต้อง “รู้เรา” อย่างถ่องแท้ด้วย ไม่เช่นนั้นเงินที่กลาดเกลื่อนอยู่ในตลาดหุ้น ก็ไม่สามารถ “หยิบ” ขึ้นมาเชยชมได้ คำจำกัดความสั้นๆที่ “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ เน้นย้ำก็คือ ถ้าอยากจะเล่นหุ้นให้รวย ต้องรู้จักคำว่า “รอคอย” (อดทน) ต้องรอจังหวะ รอรอบของมันให้ได้ แล้วทำไม! จะรอมันไม่ได้ คุณต้องนิ่ง คุณต้องใจเย็นๆ “ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จในอาชีพเล่นหุ้น คุณต้องเป็นมืออาชีพให้ได้ คุณถึงจะอยู่รอด”
เสี่ย ยักษ์ บอกว่า “หุ้นในดวงใจ” ไม่ได้มีกันทุกๆเดือน บางทีต้องรอคอยนานเป็นปีถึงจะเจอ “รอบใหญ่” สักตัว สมัยก่อนรายย่อยเป็นใหญ่ในตลาดหุ้น “หุ้นเก็งกำไร” ครองเมือง วางมาร์จิน 30% เล่นหุ้นได้ 100% เล่นกัน “มันส์”สุดๆ แต่สมัยนี้ฝรั่งคุมตลาดหุ้นเราหมดแล้ว ของเรา 100 หัวสมอง เล่นหุ้นไม่ตรงกันเลย แต่ของเขา 10 หัวสมองเล่นหุ้นตัวเดียวกัน เขาคิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นยุคนี้ต้องเล่น “หุ้นพื้นฐาน” ถึงจะมีโอกาส เสี่ยยักษ์เล่าว่า วิธีการเล่นหุ้นสมัยก่อน รายใหญ่จะใช้วิธีการ “อมหุ้น” แล้ว “ลาก” ขึ้นยาวๆไม่มีตก แล้วเล่นกันทั้งกระดาน รายย่อยจะ “เล่นรอบ” ได้ตลอดเวลา พอออกจากตัวนี้ ถ้าตัวไหนยังไม่ขึ้น ก็เข้าตัวนั้นดักทางไว้ก่อน ผิดกับยุคสมัยนี้ เล่นหุ้นแบบเดิมไม่ได้แล้ว พฤติกรรมของตลาดเปลี่ยนไปหมด หันมา “เลือกตัวเล่น” (ฝนตกไม่ทั่วฟ้า) ยกตัวอย่างเช่น ถ้า BAY-W1 ขึ้น หุ้นวอร์แรนท์จะขึ้นกันทั้งกระดาน ปาเป้าตัวไหนก็ถูก ผิดกับตอนนี้ BAY-W1 ขึ้นตัวเดียวตัวอื่นลงหมด เป็นต้น
ใน สมัยก่อนถ้า “เจ้าของหุ้น” อยากให้หุ้นของตัวเองขึ้น เขาจะลากขึ้นไปให้ถึงจุดสุดยอดเลย (เล่นยาว) แต่เดี๋ยวนี้ เปล่า! เจ้าของหุ้นมันคิดแบบว่า จะ “ถอนทุนคืน” เร็วๆ เขาคิดว่าหุ้นอยู่ในกระเป๋าตัวเอง ขายแล้วได้ตังค์เลย จะ(โง่) ถือนานไปทำไม! พอเอาหุ้นเข้าตลาด (ขายไอพีโอ) เสร็จ ก็ทยอยปล่อยหุ้นขาย รวยอยู่คนเดียว ใครไปซื้อหุ้นอย่างนี้ก็ “ซวย” !!! สำหรับหุ้นที่ดี “ผู้บริหาร” หรือ “เจ้าของ” จะต้องไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้นคือไม่มีพฤติกรรมทุจริต และต้องดูแลหุ้นของตัวเอง หุ้นอย่างนี้จะมี “รอบเล่น” เสี่ยยักษ์กล่าวว่า คนเล่นหุ้นทุกคนจะต้องเคยมีประสบการณ์ “เฉียดรวย” (เจอหุ้นขึ้นรอบใหญ่)มาหมด แต่ทำไม! หลายคนเล่นหุ้นแล้วไม่ได้ตังค์หรือได้กำไรน้อย สาเหตุที่คุณไม่ชนะ เพราะเจอแบบไม่มีกลยุทธ์ กล้าๆกลัวๆอ่านตลาดไม่ขาด จะซื้อตามก็ไม่กล้า (จะรอให้มันปรับฐานราคาก่อน…สุดท้ายก็ไปซื้อแพง) หุ้นขึ้นนิดหน่อยก็รีบขายตัดกำไรทิ้ง เท่าที่สังเกต…พฤติกรรมอย่างนี้ จะเกิดกับคนที่เทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด เพราะการตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย ข้อเสียอีกอย่างคือ ใจไม่นิ่ง
ถ้า จะเล่นหุ้นให้รวย คุณต้องรอจังหวะ รอให้เครื่องมือทางเทคนิคมันพร้อม (ตัดขึ้นก่อน) พื้นฐานหุ้นรองรับ จุดสำคัญ…ถ้าตลาดหุ้นช่วงไหนคนเริ่มกลัวกันหมด “แหยงตลาด” ตรงจุดนั้นคือ “จุดที่ปลอดภัยที่สุด” ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้เลย “นี่คือ..เคล็ดลับ” เมื่อสอบถามเสี่ยยักษ์ถึงประสบการณ์ “เฉียดตาย” และ “เฉียดรวย” “ส่วนใหญ่จะ “เฉียดตาย” (รอด)มากกว่า ยกตัวอย่างหุ้นธนายง สมัยก่อน 600-700 บาท แล้ววันนี้เป็นยังไงเหลือ “บาทกว่า” หุ้นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปิดกันหมด ดัชนี SET ลงมาเหลือ 200 จุด ถ้าใคร Cut Loss ไม่เป็นฟันธงเลยว่า “ตาย” หมด”
เพราะ ฉะนั้นการเล่นหุ้น เราต้องมี “เป้า” ในใจตลอดเวลาว่า ถ้าราคาลงมาเท่าไร? คุณต้องขาย ยกตัวอย่าง วันที่เกิดเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม (11 กันยายน 2544) วันเดียวโดนไป 26% เรามองว่าเรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ ต้องมีการแก้แค้น “เวลาที่เกิดเหตุการณ์ช็อก!ตลาด ผมจะประเมินว่า จากนี้ไปสถานการณ์จะดีขึ้นกว่านี้มากมั้ย! ถ้าคำตอบคือ “ไม่มีทาง” นั่นหมายถึงว่า เราต้องยอมขาย(ขาดทุน) ผมมีคติว่า ถึงคราว “แพ้” ก็ต้องยอมแพ้ ต้องกล้าขาดทุน พอเปิดตลาดมาดัชนีดิ่งลงเหว ผมก็รอให้มันรีบาวด์แล้วก็ขายล้างพอร์ตหมด จำได้ว่าตอนนั้นขาดทุนไป 20-30 ล้านบาท”
เสี่ย ยักษ์บอกว่าจากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการนี้มาอย่างยาวนาน ไม่มีใครที่ซื้อหุ้น “ถูกตัว” หมดทุกครั้ง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาชีพเราต้องมอง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” อยู่ตลอดเวลา ถ้าลงมาถึงตรงไหน คุณต้องตัดสินใจเด็ดขาด “คนที่พลาดมักจะเป็นคนที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว แล้วชอบอ้างเหตุผลมากลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง…ลองไปคิดดูว่าจริงอย่าง ที่พูดหรือไม่”

ตอนที่ 23 กลยุทธ์สร้าง “ดีมานด์”
ถ้า คิดจะ “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นมืออาชีพเขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อน แล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย…ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ถึงจะสำเร็จ !!! “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง สมัยก่อนมี “นักปั่นหุ้นชั้นเซียน” อยู่คนหนึ่ง ชื่อเสียโด่งดัง เขาเกาะกันกับอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งนักการเมืองคนนี้ตอนแรกเล่นหุ้นไม่เป็นเลย ก็มาเข้ากลุ่มกับ “นักปั่นหุ้น” คนนี้ เขาก็ใช้เพาเวอร์ทางการเมืองไปหาหุ้น(เน่าๆ)แล้วเอามา “ปั้น” จนร่ำรวย สมัยก่อนพอได้หุ้นมา วิธีการเขาจะเอามาแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ แล้วก็ออกหุ้น PP (Private Placement) วิธีนี้ “ฮิตมาก” คือ การเสนอขายหุ้น “แบบเจาะจง” ในราคา “ถูก” ให้กับพรรคพวกตัวเอง แล้วก็เอามาเล่นกันในตลาด แรกๆก็เริ่มออกสตาร์ทจุดเดียวกัน หมายถึง ต้นทุนเท่ากัน คุณได้กำไรเท่าไร ทุกคนก็ได้ด้วย คือ “แบ่งผลประโยชน์กันลงตัว” พอเขาเริ่ม “รู้ทาง” (รวย) คราวนี้ไม่เป็นอย่างงั้นแล้ว ไม่อยากแบ่งใครจะกินรวบคนเดียว พอเขาหาหุ้นมาได้ก็ให้นอมินีเก็บหุ้น PP ราคาต่ำไปหมด แล้วก็ไปชักชวนพรรคพวกให้มาช่วยกันทำหุ้น ถ้าใครหลงกลก็ต้องไปซื้อหุ้นราคาแพงต่อจากเขา เล่นกันไปสุดท้ายก็ “วงแตก” ต้องมานั่งทะเลาะกัน นิทานเรื่องนี้เสี่ยยักษ์สรุปให้ฟังว่า ใหญ่กับใหญ่ หรือ เสือกับเสือ อยู่ด้วยกันไม่ได้นาน สุดท้ายก็แตกคอกันเอง เกี่ยวกับการ “ทำหุ้น” ที่เสี่ยยักษ์เคยเกริ่นไปแล้วในบทก่อนๆ คราวนี้มาขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า… “หุ้นตัวไหนที่ “เจ้าของ” ไม่ทำ (ยกเว้นหุ้นมวลชน) อย่าหวังว่ามันจะขึ้นได้เอง คิดง่ายๆมีซัพพลาย(มีหุ้น)แต่ไม่มีดีมานด์(คนซื้อ) มันจะขึ้นได้ยังไง อันนี้แน่นอนที่สุด ถ้าเจ้าของไม่ร่วมมือด้วย ฟันธงเลยครับ “ไม่มีทาง” หุ้นที่หวือหวาๆเจ้าของเปิดไฟเขียวให้ทั้งนั้นแหละ” ที่จริงแล้ว “การปั่นหุ้น” คนภายนอกจะดูเหมือนง่าย แต่ถ้าไม่ไปคุยกับเจ้าของหุ้นก่อนไม่มีทางเลยครับ เดี๋ยวนี้! เจ้าของลงมาเล่นเองยิ่งน่ากลัว ถ้าคุณไม่ไปคุยกับเขาก่อนแล้วทะเล่อทะล่าไปทำหุ้นเขา โดนโยนหุ้นใส่ คุณอยากได้หุ้นเท่าไร…เอาไปเลย คุณไม่มีทางออก “ยิ่งขาย…ยิ่งตก”
“สมมติ ผมเป็นเจ้าของหุ้นนะ อยากให้หุ้นของผมมีคนมาเล่น ก็ต้องหาคนมาทำหุ้นให้ ผมมีเงินให้คุณ มีหุ้นให้คุณ บอก Target ไปเลยว่า ผมอยากได้ราคาเท่าไร? ถ้าทำถึงเป้าหมายตรงนี้ คุณได้เท่าไร? ถ้างั้นไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะอะไรรู้มั้ย! ถ้าคุยกันปากเปล่า ไม่มีหุ้น ไม่มีเงินมาให้ สุดท้ายก็ทะเลาะกันเอง สมมติผมกำลังเล่นขึ้นไปอยู่ดีๆ แต่มีคนโยนหุ้นก้อนใหญ่ออกมา (ล่าสุดเหมือนกรณีหุ้น EMC) วงแตกเลย…เกมโอเวอร์! ใครขายว่ะ! คุยกันแล้วนี่หว่า ถามหน่อยใครมีหุ้นก้อนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เจ้าของขายเอง นี่ไง…วิธีการหลอกให้เข้าไปติดกับดัก”
ดัง นั้นวิธีที่ได้ผลแน่นอนที่สุด เขาจะ “โอนหุ้น” มาให้ก่อนก้อนหนึ่งแล้วก็ให้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง แล้วให้มืออาชีพเป็นคนทำ แต่ถ้านักข่าวไปถามเจ้าของหุ้น ร้อยทั้งร้อยจะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง “ผมมีหน้าที่บริหารอย่างเดียวครับ” เชื่อเถอะ! ตอบอย่างนี้ทุกราย เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะ “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นระดับมืออาชีพ เขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อนแล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย และต้องสัญญากันว่าระหว่างทางตรงจุดไหนขายได้ ตรงไหนห้ามขาย…เชื่อผมเถอะ! ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ต้องใช้วิธีนี้ถึงจะสำเร็จ เมื่อเรารู้เกมว่า หุ้นตัวนี้เป็น “หุ้นปั่น” ล้านเปอร์เซ็นต์ เสี่ยยักษ์แนะนำว่า อย่างเราเล่นหุ้นเก็งกำไร คุณต้องเล่นเป็น “ตัวประกอบ” อย่าเล่นเป็น “พระเอก” เพียงแต่ว่าถ้าเขาปั่นกัน เราก็เล่นน้อย ถ้าอยากเล่นเยอะต้องเล่นหุ้นมวลชน หลอกกันไม่ได้
โดย ยกตัวกรณีของหุ้น NMG-W2 ช่วงใกล้หมดอายุ ช่วงต้นปี 2550 หุ้นตัวนี้ถูกลากราคาจาก 0.24 บาทขึ้นไป 2.40 บาทภายในเวลาเพียง 10 วัน ในวงการรู้ว่า ใคร…? เป็นคนมาเล่น NMG-W2 คนนี้ปั่นหุ้นไม่ต้องมีสตอรี่อะไรเลย เขาเคยลากหุ้นบางตัวจาก 1-2 บาทให้วิ่งไป 7-8 บาทได้เลย ถือว่าใจถึงและมือถึงที่สุดในวงการ ไม่มีใครเกิน “เสี่ย” คนนี้ ตอนนั้นหุ้น NMG-W2 แปลงสภาพ 14 บาท ราคาหุ้นแม่ NMG อยู่ที่ 8.50 บาท เล่นข่าวได้เวลาช่อง 9 อสมท. เขาเล่นหุ้นแม่ขึ้นมาที่ 11 บาท แต่ลาก NMG-W2 ขึ้นไป 900% ใกล้หมดอายุแล้ว เล่นกันขึ้นไปได้ยังไง “ตอนนั้น มีคนโทรศัพท์มาถามผมว่า ติด NMG-W2 ที่ “บาทกว่า” จะทำยังไงดี ผมบอกว่ามันจะหมดอายุอยู่แล้ว ยังไงคุณก็ต้องทิ้งแล้ว เขาถามว่าจะขายยังไงหมด ผมบอกว่าคุณก็ขายแบบเหวี่ยงแห (กระจาย) ซิ! พอขายหมดที่ 1.20 บาทเขาลากขึ้นไป 2.40 บาทเลย ถามว่า ถ้าคุณเป็นรายย่อยจะเล่นหุ้นประเภทนี้ยังไง ผมจะยกตัวอย่าง กลยุทธ์ที่นักลงทุนรุ่นน้องที่เล่นหุ้น NMG-W2 ให้ฟัง ไอ้คนนี้ที่จริงมันเป็นรายใหญ่พอสมควร มันมีโทรศัพท์ 4 เครื่อง สั่งซื้อกระจาย 2,000 หุ้น 2,000 หุ้น 2,000 หุ้น กระจายออเดอร์ (เป็นหางว่าว) คือ เขาพยายามแตกออเดอร์ให้ย่อยๆๆ ไม่อยากให้รายใหญ่จับได้ วิธีนี้เขาก็หาเงินใช้ได้เรื่อย” นี่เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับในการลงทุน “หุ้นปั่น” ที่เสี่ยยักษ์เล่าให้ฟัง

ตอนที่ 24 รังเสือ..ถ้ำมังกร
ภาษิต โบราณกล่าวไว้ว่า “เสือ 2 ตัว ไม่อยู่ถ้ำเดียวกัน” คำๆนี้เป็นจริงอย่างไร “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์อธิบายว่า โดยธรรมชาติ “ใหญ่กับใหญ่” จะอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน..เชื่อผมซิ!!! มันเป็นอย่างนี้จริงๆ สุดท้ายมันก็จะ “ขี่” (เอาเปรียบ) กันเอง ..พูดตรงๆผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมดแต่บางคนไม่ได้ขาย ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มหรอก..เชื่อผมซิ!!!
นอก จากนี้ การเข้าไปเทรดหุ้นกับโบรกฯไหน เสี่ยยักษ์จะดูว่าโบรกฯนั้นมี “พอร์ตเล่นหุ้น” ด้วยรึเปล่า! ถ้า “มี” โดยส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบไปเทรดหุ้นที่นั่น เพราะคิดแง่ลบไว้ก่อนว่า “เขาจะดักกินเรา” (รู้ความเคลื่อนไหวรายใหญ่) ส่วนโบรกฯไหน ที่เห็นรายใหญ่ไปรวมตัวกันมากๆแสดงว่าเขาจับมือกันแน่นแล้ว เสี่ยยักษ์ยังเล่าถึงวิธีการเอาเปรียบ (ขี่) กันในวงการรายใหญ่ที่เจอมากับตัวเอง “คุณคิดว่ามาร์เก็ตติ้งเขาไม่มีอินไซด์เหรอ ผมเคยทะเลาะกับคนบางคน เขาไปซี้กับมาร์เก็ตติ้งของผม เขาก็เป็นรายใหญ่เหมือนกัน โดยใช้วิธีเลี้ยงมาร์เก็ตติ้งไว้หลายคนหลายโบรกฯ กลางคืนก็พาไปเที่ยว พาไปกินเหล้า แล้วก็บอกมาร์เก็ตติ้งของผมว่า เวลาเสี่ยยักษ์จะซื้อหุ้นอะไร ก็ให้สั่งซื้อให้เขาก่อน เขาจะสั่งประมาณว่า ถ้าพี่ยักษ์ซื้อหุ้นตัวนี้ 10 ล้านหุ้น ซื้อให้เขาก่อนเลย 2 ล้านหุ้น เอาเปรียบกันอย่างงี้เลย ผมจะบอกให้ว่าอยู่ในวงการนี้นานๆ ยิ่งคุณเป็นรายใหญ่ จะมีพวกที่จ้องหาผลประโยชน์จากคุณ มันขี่กันซึ่งๆหน้า เวลาที่ผมจะขายหุ้น ก็สั่งว่าให้ขายของเขาก่อน แล้วค่อยขายให้ผม” กรณีที่ “ใหญ่กับใหญ่” จะอยู่ “รัง” เดียวกันได้ เขาต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน “อย่าง “ผม” กับ “ปู่” (เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล) เล่นหุ้นห้องวีไอพี อยู่ติดกัน ต่างคนต่างไม่รู้พอร์ตกัน พูดจริงๆด้วยศักดิ์ศรี (ที่เสมอกัน) เขาก็ไม่แอบถามมาร์เก็ตติ้งผม ส่วนผมก็ไม่แอบถามมาร์เก็ตติ้งเขา อย่างงี้..ถึงจะอยู่ด้วยกันได้ แต่เวลาเรานั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน (ลูกค้าวีไอพี โบรกฯ จะจัดอาหารกลางวันให้มานั่งรับประทานร่วมกัน) เราก็คุยกัน เขาอาจจะถามว่าหุ้นตัวนี้ วิชัย (เสี่ยยักษ์) เล่นมั้ย! บางทีผมก็อาจจะถามว่า ตัวนี้ปู่ซื้อมั้ย! ถ้าเห็นแนวทางเดียวกันก็อาจจะซื้อเหมือนกัน แต่หลังๆผมกับปู่วิธีการเล่นหุ้นจะต่างกันมาก สมัยก่อนเราจะเล่นหุ้นทางเดียวกัน (ออกแนวเก็งกำไร) ถ้าซื้อด้วยกันหุ้นตัวนั้นจะขึ้นเยอะ แต่หลังๆพอผมมาสำเร็จกับวิธีการเล่นหุ้นอีกแบบหนึ่ง หันมาเน้น “หุ้นมวลชน” ปู่ก็จะไปทาง Value Investor คือ เขาจะเล่นหุ้นกระจายเป็น 10-20 ตัว ไม่เล่นกระจุกตัวเหมือนสมัยก่อน เวลาหุ้นขึ้น มันก็ไม่แรงเหมือนก่อน” ในยุคที่ยังเล่นหุ้นเก็งกำไร เสี่ยยักษ์ย้อนเล่าอดีตว่า รายใหญ่ๆจะเล่นหุ้นทางเดียวกันหมด ในลักษณะเกาะกลุ่มกันเล่น เรียกว่า “ก๊อบปี้หุ้น” กันเลย อย่างหุ้น SHIN-W1 สมัยก่อนจะเฮโล! กันเข้าไปเล่น แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนต่างสำเร็จวิชาคนละวิชา เวลาคิดอะไรจะไม่ค่อยเหมือนกันแล้ว
“ตั้งแต่ ยุค SHIN-W1 ผ่านมา ก็แบ่งกลุ่มกันออกมา พอนานๆไปต่างคนต่างค้นหาแนวทางตัวเอง จุดเปลี่ยน! เป็นเพราะว่าเมื่อก่อนรายย่อยใหญ่กว่าต่างชาติเยอะ เดี๋ยวนี้ พลังรายย่อยลดลง สถาบันใหญ่ขึ้นมา ต่างชาติคุมตลาด รายย่อยก็แทบจะไม่มีความหมาย ชี้นำตลาดไม่ได้ ทุกคนก็เริ่มเปลี่ยนวิธีการเล่นหุ้น อย่างกลุ่มผมคือ เราเล่นด้วยกัน พอดัชนี SET ตกลงมา กลุ่มนี้ก็ขาดกำลัง หลายคนติดหุ้น แต่ยังมีวงเงินกู้พอเล่นได้ แต่ภาวะตลาดไม่เอื้อ ทุกคนก็ไม่อยากเล่น กลุ่มที่เคยมีพละกำลังก็สลายกำลังไปหมด ผิดกับเมื่อก่อน พอบอกว่าจะเล่นหุ้นตัวไหนใส่กันไปยิ่งกว่าพายุ หุ้นนี่วิ่งแรงเลย พอช่วงหลังๆคุยกันว่าจะเล่นหุ้นตัวนี้ อีกคนบอกว่าไม่เอาดีกว่า มันไม่ได้แตกคอกัน แต่ไม่แข็งแรงอย่างเดิมอีกแล้ว” เสี่ยยักษ์สรุปว่า ในที่สุดวิธีการลงทุนก็เปลี่ยนกันไปหมด “เสี่ยปู่” ก็ไปสำเร็จวิชา “เล่นหุ้นมูลค่า” เขาก็ไปทำ Company Visit ไปคุยกับผู้บริหาร ส่วนตัวผมก็เปลี่ยนสไตล์คือ “รอเล่นรอบใหญ่” จะให้จับปลาซิวปลาสร้อย (หุ้นเก็งกำไร) เหมือนสมัยก่อนไม่ค่อยเอากันแล้ว..แต่ทุกวันนี้ ก็ยังมีกลุ่มรายใหญ่ที่ไปรวมตัวอยู่กับโบรกเกอร์บางแห่ง เขาก็ยังชอบ “เล่นข่าว” (ไล่ราคาหุ้น) อยู่ คือวิธีคิดมันไม่เหมือนกัน
เมื่อ ถามว่าในวงการเล่นหุ้น “รายใหญ่” จะลิ้งค์ถึงกันหมดหรือไม่!! “ส่วนใหญ่จะรู้จัก(ชื่อเสียง)กันว่าใครเป็นใคร อยู่ที่ไหน แต่บางคนก็ไม่เคยเจอตัวกัน” เสี่ยยักษ์ย้ำว่า โบรกเกอร์ที่เล่นหุ้นอยู่ทุกวันนี้ มีรายใหญ่ที่สุดอยู่ 2 คน “ผม” กับ “ปู่” (ที่เล่นใหญ่ระดับพันล้าน) แต่บอกได้เลยว่า เราไม่เคยเอาเปรียบน้อง มีข่าวอะไรดีๆก็บอกหมด อย่าง “ยะ” มีเงินกว่าล้านบาท เขาก็แฝงตัวเข้ามาในกลุ่ม เราก็ให้โอกาสทุกคน “พูดตรงๆผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมด บางคนไม่ได้ขาย ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายผมต้องถามคนใกล้ตัวว่า พี่ขาดทุนเท่าไร น้องขาดทุนเท่าไร ผมจ่ายเงินให้ก้อนหนึ่งไปแบ่งกัน แล้วพวกต่อที่ 3 ต่อที่ 4 ที่บอกต่อๆกัน เจ๊งหุ้นกันเป็นแถบๆ อย่างนี้เราเสียชื่อเสียง มันไม่คุ้มหรอก..เชื่อผมซิ!!!”

ตอนที่ 25 มองต่างมุม “แวลู อินเวสเตอร์”
วิธี การลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ…ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง “มันเสียโอกาส” วิธีการลงทุนโดยการถือหุ้นอยู่ในพอร์ต “ตลอดเวลา” ในมุมมองของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ มีความเชื่อส่วนตัวว่า “มันเสี่ยงเกินไป” ด้วยความเชื่อที่ว่า ตลาดหุ้นนั้นมี “ฤดูกาล” (มีรอบ)ของมัน บางปีอาจจะมีรอบให้เล่น “หลายรอบ” บางปีตลาดหุ้นอาจจะมีรอบใหญ่ๆเพียงรอบเดียว แต่ตลาดหุ้นไม่เคยขาดโอกาสให้ซื้อเลย…แต่ต้อง “รอ” เพราะฉะนั้นอย่ากลัว “ตกรถไฟ” หรือกลัวจะ “ซื้อหุ้นดี” (ราคาเหมาะสม) ไม่ได้ “ให้ผมวิจารณ์วิธีการลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” (Value Investor) ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” นะ! ถ้าพลาดทีเดียวจะเสียหายได้เยอะ บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ…ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส” เสี่ยยักษ์ เปรียบเทียบให้ฟังว่า อย่างพอร์ตผมมี 1,000 ล้านบาท ช่วงไหนเห็นท่าว่าตลาดไม่ดี ผมก็ลดพอร์ตลงมาเลย เหลือ 100 ล้านบาท “หุ้นตก…ผมยิ้มได้” เพราะผมคิดว่ายอมขาดทุนถือเงินสดเอาไว้ดีที่สุด เรามีโอกาสแก้ตัว แต่กับอีกคนๆหนึ่งที่เล่นหุ้นสไตล์ “แวลู อินเวสเตอร์” ถือหุ้นอยู่ 1,000 ล้านบาท “เต็มพอร์ต” วันไหนที่ตลาดหุ้นเกิด “แพนิค” (ตื่นตระหนก) วันเดียว เงินคุณหายไปเท่าไร “…อย่าคิดว่า คนที่เป็น “แวลู อินเวสเตอร์” จะไม่กู้ทุกคน หลายคนก็เล่นเครดิตบาลานซ์ ถ้าคุณมีพอร์ต 100 ล้านบาท มองตลาดดีมาก คุณกู้อีก 100 ล้านบาทรวมเป็น 200 ล้านบาท ซื้อเต็มพอร์ต วันไหนที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หุ้นตกลงมาเยอะๆคุณเจ๊งเลยนะ เพราะคุณจะไม่กล้าขาย คิดว่าพื้นฐานหุ้นมันไม่เปลี่ยน คนที่ถือหุ้นเยอะๆเวลาจะขายทีไม่ใช่ง่าย ตรงนี้คือ “ความเสี่ยง” ที่หลายคนไม่ได้มอง”
เสี่ย ยักษ์ ออกตัวว่าไม่ใช่ว่าวิธีการลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” จะไม่ดี คนที่สำเร็จกับวิธีนี้ก็มีเยอะ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นจุดอ่อนบางมุม ยกตัวอย่างนะ…ในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ ตกมากๆ อย่าคิดว่า แวลู อินเวสเตอร์ จะกล้าซื้อทุกคน คนที่ใส่ไปหมดหน้าตักแล้ว อยากซื้อก็ไม่มีตังค์จะซื้อ ส่วนกรณีของ แวลู อินเวสเตอร์ ที่อยากจะขาย คุณไปซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำเอาไว้เต็มพอร์ต ถ้าคุณขาย คุณก็เจ็บหนัก นี่ผมพูดจากประสบการณ์ในชีวิตจริงให้ฟัง ยิ่งคุณขาย…หุ้นยิ่งลงหนัก ตรงข้ามกับผม ตลาดหุ้นช่วงไหนเล่นแล้วไม่สบายใจ (รู้สึกว่าทำกำไรยาก) ผมล้างพอร์ตจาก 100% ลงมาเหลือ 10% ทันที “ถามว่า…เวลาหุ้นตกหนักๆใครมีเงินซื้อ ?? คุณหรือ ผม” เสี่ยยักษ์ ถามกลับ
เสี่ย ยักษ์ยกตัวอย่าง “กรณี 9/11″ (เครื่องบินผู้ก่อการร้ายพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544) นั่นคือ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน มันนอกเหนือกฎเกณฑ์ วันนั้นขาดทุนทันที 26% คนที่กำลังจะ “เกิด” (กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว) ไปเจอเหตุการณ์อย่างงั้น ไม่รู้จะเกิดยังไง “จำเอาไว้…ในภาวะที่ตลาดหุ้นเป็น “ขาลง” หรือภาวะตลาดตื่นตระหนก คนที่มีพอร์ต 100% จะเสียเปรียบและเสียโอกาสมาก เพราะว่าคุณจะไม่มีเงินซื้อ ได้แต่รอ ได้แต่นั่งดูคนอื่น ในท้ายที่สุด เชื่อเถอะว่า คนที่ถือหุ้นเต็มพอร์ต ช่วงที่ตลาดหุ้นไม่ดี คุณนั่นแหละคือคนที่ขายหนีตาย (ขายหลังผมและขาดทุนมากกว่าผม)”
เสี่ย ยักษ์ สรุปประเด็นนี้ว่า หลักการเล่นหุ้นที่ปลอดภัย คุณไม่จำเป็นต้องถือหุ้นไว้ (เต็มพอร์ต) ตลอดเวลา ช่วงไหนที่ตลาดหุ้นไม่ดี เล่นหุ้นแล้วไม่สบายใจ รู้สึกอึดอัด ต้องลดพอร์ตแล้วถือเงินสดให้มากที่สุด…นี่คือหลักการที่ถูกต้อง ในช่วง 10 ปีมานี้ (2540-2550) คนที่เล่นหุ้นเป็นรอบ บางคนพอร์ตโตขึ้นมามากกว่า 100 เท่า นักเล่นหุ้นรายใหญ่ๆที่รู้จักหลายคนออกสตาร์ทด้วยเงินน้อยๆ เขาก็ประสบความสำเร็จได้ อย่าง น.พ.วิเศษ วชิรพงศ์ (ขุนศึกคู่กาย) เขาเริ่มต้นจากศูนย์ ในอนาคตก็ต้องมีเงินเป็นร้อยล้านแน่ “พูดกันตรงๆว่า ช่วงไหนที่ตลาดหุ้นไม่ดี พอร์ตเราต้องเหลือหุ้นให้น้อยไว้ก่อน ถ้าเราเข้าไปซื้อหุ้น(เต็มพอร์ต)ช่วงที่ตลาดไม่ดี เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆเหมือน ลิงแก้แห…ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง” เสี่ยยักษ์ กล่าวปิดท้าย

ตอนที่ 26 ตลาดหุ้น “ไซด์เวย์”
ลักษณะ ตลาดหุ้นที่แกว่งตัวออกด้านข้างและไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆเข้ามาในตลาด คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ต้อง “เล่นรอบ” คือเล่นหุ้นแบบ “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สมัยก่อนชอบเล่น “หุ้นตัวเล็ก” (หุ้นเก็งกำไร) ช่วงดัชนี SET ประมาณ 300-400 จุด ตอนนั้นยังเล่นหุ้น “ไซส์เล็ก” กันอยู่ โดยยอมรับว่าที่รวยหุ้นส่วนหนึ่งรวยมาจากหุ้นเก็งกำไร ช่วงดัชนีต่ำๆช่วงนั้นนิยมเล่นหุ้นที่เขาเรียกว่า “Penny Share” หรือ “หุ้นถูกๆ” กัน แต่พอเล่นมาถึงจุดๆหนึ่ง มันเริ่มแรงเกินไป “ผมคิดว่าถึงเวลาถอยแล้ว คล้ายๆกับช่วงที่ตลาดหุ้นทรงๆ (ไซด์เวย์) หุ้นตัวเล็กก็จะถูกดึงขึ้นมาเล่นรอบ ลักษณะตลาดที่ซึมๆทรงๆ หุ้นขึ้นทุกครั้ง ตัวเล็กก็จะนำหน้ามาก่อน มักจะเป็นอย่างนี้” โดยธรรมชาติของตลาดหุ้น “ไซด์เวย์” ที่แกว่งตัวออกด้านข้าง เสี่ยยักษ์อธิบายว่า ดัชนีจะไม่ไปไหนไกล สังเกตว่าจะไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆเข้ามาในตลาด ลักษณะของตลาดอย่างนี้คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ ต้อง “เล่นรอบ” คือเล่นหุ้นแบบ “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก ให้เล่นเกาะกระแสเอาไว้
ส่วน เทคนิคที่เสี่ยยักษ์นำมาใช้ในการอ่านทิศทางตลาด เพื่อค้นหา “จังหวะ” เข้าไป “เล่นรอบ” (สั้นๆ) เขายกตัวอย่างปฏิบัติการจริงให้เห็นว่า ก่อนอื่นเราต้องอ่าน “ภาพรวม” ของตลาดให้ออก จากนั้นก็มาเช็คเครื่องมือทางเทคนิคตัวอื่นๆประกอบ (จะดูกราฟ Month) มาดูตัว RSI ว่ากลับมารึยัง! แล้วมาดู Fast Stochastic ตัวนี้เร็วขึ้นหน่อย พอเห็นว่าเริ่มตัดขึ้นแล้วนะ แล้วต้องมาตรวจดู Slow Stochastic ว่าเป็นอย่างไร (ตามกันมารึเปล่า) อีกตัวที่ต้องดู Modified Stochastic เริ่มตัดขึ้น แสดงว่าสัญญาณต่างๆเริ่มดี แต่ว่ายังต้องรอตัว Fast Stochastic (กราฟ Month) จะนำตัวอื่น เราต้องรอให้มันเกิด Divergence (Bullish Divergence สร้างจุดต่ำยกสูง) ขณะที่ SET ปรับลงมา แต่ตัวนี้มันเริ่มตัดขึ้น แล้วก็ยกสูง(ชัน)ขึ้น อย่างนี้เราก็ต้องรอ แสดงว่าหุ้นใกล้มาแล้ว “ผมก็ดูอย่างนี้ จะมีรอบสั้นๆให้เล่นได้ ตรงนี้เก็บไว้ใช้เป็นวิชาได้” แต่ในกรณีที่ “ภาพใหญ่” ของตลาดแกว่งตัวออกด้านข้าง (ภาพใหญ่ของ SET เกิดไซด์เวย์ เช่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2547-ต้นปี 2550) เสี่ยยักษ์ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะของดัชนีไม่ได้เป็นแนวโน้มขาลง แต่เครื่องมือเครื่องไม้ทางเทคนิคอย่างตัว MACD (กราฟ Month) มันตัดลงมาตลอด อย่างนี้ถือเป็น “จุดดี” รอให้มันตัดขึ้นมาเมื่อไหร่ ทุกคนจะ “วิ่งใส่หุ้น” กันหมด
เสี่ย ยักษ์ยังกล่าวถึงคนเล่นหุ้นที่มีเงิน 100 ล้านบาทกับนักเล่นหุ้นประจำมีเงิน 10 ล้านบาทว่า จริงๆแล้วคนมีเงิน 100 ล้านบาท “ไม่ได้เปรียบ” เพราะถ้าคุณไม่ได้ฝึกฝนตัวเองมา จะมีลักษณะซื้อเป็น แต่ “ขายขาดทุนไม่เป็น” มันเสียดายเงิน ขาดทุนคุณก็เก็บไว้ จากขาดทุนน้อยก็กลายเป็นขาดทุนมาก ยกตัวอย่างคนมีเงิน 100 ล้านบาท การที่คุณจะ Cut Loss ยอมขาดทุน 2-3 ล้านบาท มันน่าจะง่ายกว่าคนที่เล่นหุ้นประจำมีเงิน 10 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง “ไม่ใช่” คนเล่นหุ้นที่เกาะติดตลาดทุกวัน เขาค่อยๆฝึกหัวใจ (ความกล้า)ไปเรื่อยๆ วันที่จะต้องยอมขาดทุน เขากล้ากว่าคนที่มีเงินเยอะ เพราะฉะนั้น คนที่ฝึกมาตั้งแต่เงินน้อยๆจะมีประสบการณ์มากกว่าพวกที่เอาเงินก้อนใหญ่มา เล่นเลย ภาษามวยเขาบอกว่า เบอร์ของหัวใจมันใหญ่ผิดกัน เคยซื้อโอเลี้ยงมาก่อน อยู่ข้างเวทีมาก่อน เขาจะมีความเคี่ยวมากกว่า ดังนั้นคนที่มีเงินน้อย อย่าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบ
นอก จากนี้ เสี่ยยักษ์ยังกล่าวถึงเทคนิคการเล่นหุ้น “Penny Share” หรือ “หุ้นถูกๆ” ว่า ที่จริงแล้วรายย่อยได้เปรียบเยอะเลย..ถ้ารู้จักวิธีเล่น “ถ้าผมเป็นรายย่อย ผมวางแผนจะ “ขี่” รายใหญ่ (เจ้ามือ) “ธง” ของเราคือ อย่าไปหวังเล่นรวย คนที่คิดเล่นทีหวังจะเอากำไรเยอะๆสุดท้าย “ตายทุกราย” เชื่อผม !!! คุณต้องเกาะเขาไป ยกตัวอย่าง ถ้าจะเล่นหุ้น TYONG เล่นหุ้น BLAND เจ้ามือเสือมาก “อย่าไปใหญ่กว่าเจ้ามือ” สมมติ ผมเทรด BLAND-W1 อยู่ช่วงราคา 0.19-0.20 บาท ถ้าคุณไปกิน 0.21 บาท กะลากราคาขึ้นไป เจ้ามือเขาเลิกเลยนะ อย่างเมื่อเช้า (ขณะที่สัมภาษณ์) BLAND-W1 มีคนรวบราคา 0.21 บาทไป เจ้ามือมันเลิกเล่นเลย ถ้าเขากินเอง(ลากขึ้นไป) ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราไปกินเขา “มันเลิก” พอเลิกเสร็จเขาจะบีบ (ทุบ) ให้คุณต้องคายหุ้นออกมาก่อน” ระหว่างที่เสี่ยยักษ์กำลังเทรดหุ้น BLAND-W1 ก็เล่าไปด้วยว่า “หุ้นถูกๆ” เขาจะเล่นกันไม่กี่ช่อง ตั้ง Bid กับ Offer เอาไว้ 2 ข้าง อย่าง BLAND-W1 ช่วงเช้าขายไป 0.21 บาท ช่วงบ่ายที่ตลาดกำลังจะ “รันเปิด” ถ้าซื้อคืนได้ที่ 0.20 บาท ก็หมายถึงว่า วันนี้คุณขายไป 0.21 บาท ซื้อกลับ 0.20 บาท ได้กำไร 5% ทันที
“ช่วง ที่ตลาดกำลังจะเปิด เขาจะใช้วิธี “Random” (สุ่มจับคู่) ราคาไหนมากกว่ามันจะเปิดตรงนั้น ถ้าฝั่งซื้อ (Bid) มากกว่า 0.21 บาทมันก็จะเปิด 0.21 บาท นี่ฝั่งขาย (Offer) มีอยู่ 4.6 ล้านหุ้นกับ 5,000 หุ้น ฝั่งซื้อ (Bid) มีอยู่ 2.6 ล้านหุ้นกับ 9 แสนหุ้น เขารู้เวลาเปิด..เสร็จมัน!!! กลายเป็นว่าเราได้หุ้นที่ 0.21 บาทมา..หนีไม่ทัน” เสี่ยยักษ์เล่าเหตุการณ์แบบนาทีต่อนาที เกมนี้เท่ากับว่า “เราแพ้” “เล่นอย่างนี้ สนุกๆดวลกันทุกวัน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ได้เสียไม่เยอะ แต่ผมชอบรอบใหญ่ๆ มากกว่า” เสี่ยยักษ์กล่าวปิดท้าย

ตอนที่ 27 ประสบการณ์ “SHIN-W1″
วอร์แรนท์ ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ เล่าประสบการณ์การเล่น “วอร์แรนท์” สมัยก่อน โดยยกตัวอย่างกรณีของ SHIN-W1 ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นกรณีศึกษา โดยระบุว่า “ก้อนแรก” ที่หุ้นตัวนี้ขึ้นมากลุ่มของเรา(กลุ่มเสี่ยยักษ์)เป็นคนเล่น…ช่วงนั้นเล่น กัน มันส์!มาก
“กลุ่ม เราเล่น SHIN-W1 ขึ้นมาจาก 2-3 บาท (ช่วงไตรมาส 2 ปี 2546) เล่นขึ้นไป 7-8 บาท ใช้เวลาเล่นแค่เดือนเดียว พอกลุ่มเราขายหมด ปู่ (เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล) มาเห็นดี ทุบพอร์ตมาซื้อ 30 ล้านหุ้น มารับแถวๆ 7-8 บาท มันเหมือนพวกผมไปทุบหุ้นใส่เขา ที่จริงเราไม่ได้นัดกัน แต่เห็นราคาขึ้นมาเยอะ กำไรเป็นเท่าตัวแล้วก็ขาย เพราะมันไม่ใช่หุ้นในดวงใจ ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม” ช่วงที่ราคา SHIN-W1 ขึ้นมาประมาณ 100% แล้ว กลุ่มเสี่ยยักษ์ก็ขายทิ้งกันหมด มีเพียงเสี่ยปู่คนเดียวที่ไม่ยอมขาย ยังกอดไว้แน่น 30 ล้านหุ้น เพราะมองว่าอนาคตตัวนี้ต้องดีแน่ “ช่วงราคา 7-8 บาท (เจ้ามือ) มัน “กดราคา” แช่อยู่อย่างนั้น 4 เดือนเต็มๆ ไม่ยอมให้ขึ้น พอปู่ขายหมด มันลากขึ้นไป 24.80 บาท ใช้เวลาแค่ 2 เดือนกว่า (10 สัปดาห์) เท่านั้นเอง…วิ่งเหลือเชื่อ!!!”
(ข้อ สังเกตมีอยู่ว่า ก่อนหน้าที่หุ้น SHIN-W1 จะวิ่งขึ้นรอบใหญ่จากช่วงราคา 7-8 บาทขึ้นไปทำจุดสูงสุดของรอบที่ 24.80 บาท หุ้นตัวนี้ถูก “กด” ไม่ให้ขึ้นนานถึง 17 สัปดาห์ ระหว่างที่หุ้นถูกกดไม่ให้ขึ้น มีจุดสังเกตคือ “วอลุ่มหาย” (วอลุ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง) ขณะที่ราคาหุ้นไม่ลง มีลักษณะ “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง อยู่ในกรอบ 6.25-10.30 บาท แต่โดยเฉลี่ยแล้ววิ่งอยู่ในกรอบ 7-8 บาท) เสี่ยยักษ์บอกว่า จากประสบการณ์ครั้งนั้นสรุปว่า ทุกคนเฉียดรวยกันหมด รายใหญ่เขากดดันให้คนที่เล่นหุ้นตัวนี้อึดอัดมาก (ยิ่งถือหุ้นมาก ยิ่งกดดัน) พอรวบรวมหุ้นได้มากพอก็ “ลากราคา” ขึ้นไปเลย นี่คือจังหวะชีวิตที่นักเล่นหุ้นทุกคนต้องเจอ
ส่วน สาเหตุว่า ทำไม! ถึงเลือกมาลงทุนวอร์แรนท์ตัวนี้ เสี่ยยักษ์ขยายความว่า เดิมทีหุ้นแม่ SHIN เคยอยู่ที่ 17 บาท ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2545 ตัวลูก SHIN-W1 เข้ามาเทรดครั้งแรกอยู่แถว 4 บาทกว่า แล้วตัวแม่ SHIN ถูกกดลงมา 10 บาท (ตลอดช่วงไตรมาส 4 ปี 2545) แล้วมันกลับขึ้นไป 17 บาทอีกครั้งช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 แต่ลูกมันยังอยู่แถว 2.7-2.8 บาท “แสดงว่าแม่มันไปแล้ว แต่ลูกยังไม่ไป พวกเราก็ “จับจุด” ตรงนี้ แล้วมาเล่นกันขึ้นไป 7-8 บาท รอบนั้นราคาแม่ SHIN อยู่ที่ 17 บาท ราคา SHIN-W1 อยู่แถว 2.7-2.8 บาท แปลงสภาพที่ราคา 20.50 บาท อีกจุดหนึ่งจำได้ว่า “คุณบุญคลี ปลั่งศิริ” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น เขาเคยออกมาให้ข่าวว่า ตัว SHIN-W1 แปลงสภาพเป็นหุ้น SHIN ได้แน่ นี่ก็เป็นการ “ส่งสัญญาณ” ล่วงหน้า” ประเด็นเรื่องการส่งสัญญาณจาก “ผู้มีอำนาจ” (ในบริษัท) ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยต่อทิศทางการลงทุน เสี่ยยักษ์ยกตัวอย่างกรณีของหุ้น SCB-C1 ให้ฟัง หุ้นตัวนี้ “เจ๊ง” กันอื้อ สมัยก่อนเล่นเก็งกำไรกันทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะเล่นเก็งข่าว “ต่ออายุวอร์แรนท์” ตอนนั้น “ดร.บัณฑิต นิจถาวร” (จากแบงก์ชาติ) มาพูดว่าจะยืดอายุ แต่ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” (รมว.คลัง) บอกไม่ยืด เกมจบเลย เพราะทั้งพอร์ตเล่นกันแต่ตัวนี้
วอร์แรนท์ อีกตัวหนึ่งที่ “เจ็บ” กันสมัยก่อน ก็ตัว BANPU-W ของ “ตระกูลว่องกุศลกิจ” เสี่ยยักษ์เล่าว่า เจ้าของรับไปคนเดียวหมด ประมาณปี 2541 (ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ) ราคาหุ้น BANPU อยู่แถว 13-14 บาท ราคา BANPU-W ช่วงที่ใกล้จะหมดอายุถูกทุบจาก 1.20 บาทลงมาเหลือ 0.20 บาท เจ้าของเก็บของดีไปหมด เอาไปแปลงสภาพที่ราคา 10 บาท “กำไรอื้อ” “เขาเก็บ BANPU-W ออกไปหมด…ไม่ปล่อยกลับมา แล้วทำให้วอร์แรนท์ที่เหลือ (ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด) “ไม่มีค่า” สุดท้ายรายย่อยไม่มีเงินแปลงสภาพ ก็ต้องเท BANPU-W ราคาถูกให้เขาหมด ถ้าคุณไม่รีบขายวันนี้ พรุ่งนี้ตกอีก ถ้าถือไว้ก็ต้องหาเงินอีกหุ้นละ 10 บาทไปแปลงสภาพ ไม่มีใครมีเงิน ก็เหมือนกับ BAY-W1 เจ้าของเขาได้เปรียบ เขาขายแม่ (BAY) แล้วมาเก็บลูกไปแปลงสภาพที่ราคา 12 บาท เขามีหุ้นเท่าเดิม ได้กำไรส่วนเหลื่อมไปแบบไม่เสี่ยง ยิ่งเป็นขาขึ้น…ยิ่งกำไร (ที่ผ่านมาต้นทุนแปลงสภาพ 12 บาท + ราคา BAY-W1 ยังต่ำกว่าราคาแม่ BAY)” เสี่ยยักษ์ให้ข้อสังเกตว่า วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง

บทอวสาน “สุดยอด…วิชัย วชิรพงศ์”
การ นำเสนอ Story ชีวิตและความสำเร็จของ “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ ก็เดินทางมาถึง “ปลายทาง” ตามวาระแห่งความพอดี (ฉบับสุดท้าย วันที่ 19 ตุลาคม 2550 วันครบรอบ 20 ปีเต็มของเหตุการณ์ Black Monday) ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา รวมทั้งสิ้น 27 ตอนกับอีก 1 บทสรุปของ “สุดยอดวิชา” ความเป็น “สุดยอด” ของนักเล่นหุ้นธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ลงทุนจากเงินทุน 2 ล้านบาท แล้วประสบความสำเร็จจนมีเงินนับ “พันล้านบาท” จาก “ต้นกล้า” ฝ่าแดด…ต้านฝน จนเป็น “ไม้ใหญ่” ขอคารวะด้วยจิตศรัทธาว่า “ไม่ธรรมดา” ก่อนจากลา “ถนนนักลงทุน” ขอรวบรวมคำพูดและวลีเด็ดๆจากกูรูหุ้นระดับประเทศท่านนี้ ถ่ายทอดเป็น “ยอดวิชา” หวังให้ไป “ผลิบาน” ในความคิดของนักลงทุน เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ สืบสานสร้างความมั่งคั่งเรื่อยไป ตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึง ตอนที่ 27 มีวลีเด็ดๆ ที่น่าสนใจดังนี้



  • ตอน ที่ 1 เงินนี่มันแปลก เงิน 1 ล้านบาทคุณจะเพิ่มให้เป็น 2 ล้านบาท ช่วงนี้จะยากมาก แต่จาก 2 เพิ่มเป็น 4 เริ่มง่าย จาก 4 เพิ่มเป็น 8 ยิ่งง่ายกว่า…นี่เรื่องจริง



  • ตอนที่ 2 ถ้าในโลกนี้ ใครได้อะไรมาง่ายๆก็ยากที่จะรักษาให้มันอยู่กับเราได้อย่างยั่งยืน



  • ตอนที่ 3 หุ้นจะเป็นขาขึ้น “ราคา” และ “ปริมาณ” จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน



  • ตอน ที่ 4 ถ้าเราเลือกหุ้นพี/อี ต่ำ พื้นฐานดี แต่ซื้อแล้วราคาไม่ขึ้น…มีแต่ลง แสดงว่าความคิดของเรา “ผิด” คุณต้องเปลี่ยน “อย่าดันทุรัง”



  • ตอนที่ 5 สมัยที่ยังเล่นหุ้นไม่เก่ง วิธีที่ผมใช้…จะลอกข้อสอบคนเก่ง แต่ระหว่างที่เราลอกข้อสอบเขา เราก็ต้องพัฒนาตัวเองตามให้ทัน

  • ตอนที่ 6 ในการเล่นหุ้นให้ชนะตลาด เราต้องพายเรือตามน้ำ อย่าพายเรือทวนน้ำ เพราะการ “ฝืนกระแส” จะทำให้เรา “เสี่ยงสูง” ที่จะขาดทุน



  • ตอนที่ 7 จากประสบการณ์ 20 ปี จะซื้อหุ้นให้ได้กำไร เราต้องกล้าไปจ่ายตลาด “ตอนประมาณ ตี 5″ หรือ อีก 1 ชั่วโมงฟ้าจะสว่าง…ผีไม่มี



  • ตอน ที่ 8 วิธีการเอาตัวรอดในช่วงที่ต้องเผชิญกับ “วิกฤตการณ์” ทางเดียวที่จะทำให้เรา “รอด” คือ การตัดนิ้ว (Cut Loss) ยอมขาดทุนรักษาชีวิต



  • ตอนที่ 9 ความลับของเงินจะเติบโตก็เฉพาะกับคนที่รู้จักใช้มัน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม



  • ตอนที่ 10 การเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไร 3-5% เป็นการลงทุนที่มีโอกาส “ร่ำรวย” ได้ยาก!!! เพราะการตัดสินใจซื้อ-ขายบ่อย โอกาสผิดพลาดจะสูง



  • ตอนที่ 11 คำศัพท์ของนักเล่นหุ้น เขาบอกว่า “ลูกยังเล็กอยู่” เราจะพลาดไม่ได้ หมายความว่าหุ้นตัวนี้ “อันตราย” เราต้อง Cut Loss ทิ้ง



  • ตอน ที่ 12 ในจังหวะที่หุ้นเป็นขาขึ้น เราต้อง Let the Profit Run ปล่อยให้กำไรวิ่งเต็มสตีม เมื่อไรที่ราคาเริ่มปรับฐานลงมาพร้อมวอลุ่มเราต้องรีบล้างพอร์ตออกไป


  • ตอนที่ 13 ท่องเอาไว้เลย “วอลุ่มพีค” คือ “ราคาพีค” และถ้าหุ้นปรับฐานแล้ว “รีบาวด์” แต่ไม่ทำ “นิวไฮ” ใหม่…”มันต้องลง”



  • ตอน ที่ 14 ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่มันผิดกฎธรรมชาติ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”



  • ตอน ที่ 15 นิสัยผมถ้าอะไรที่ไม่แน่ใจเต็มร้อย ผมจะเข้าไปลงทุนด้วยเงินก้อนน้อยๆก่อน ยิ่งถ้าเป็นหุ้นเก็งกำไร จะเล่นเป็นรอบ จะไม่ทุ่มสุดตัว และไม่ถือยาว



  • ตอนที่ 16 คำว่า “ข่าวลือ” คุณต้องแอบพูดในที่ “ลับ” ถ้ามากระจายให้มหาชนรับรู้…มาบอกนักข่าว แสดงว่า “จบรอบ” แล้ว…คุณต้องทิ้ง


  • ตอน ที่ 17 ถ้าจะเล่น “หุ้นปั่น” เราต้องซื้อน้อยๆ เกาะตู้เย็น หาค่ากับข้าวได้ แต่อย่าไปเล่นแรง อย่าไปทุ่ม เดี๋ยวเจ้ามือมันจะโยนหุ้นใส่เรา



  • ตอน ที่ 18 กรณีที่หุ้นจะปรับตัว “ลงแรง” วอลุ่มมักจะทำ “พีค” ก่อน ให้สังเกตว่ารายย่อยจะแห่เข้าใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา เวลาที่หุ้นปรับตัวมันจะ “ลงลึก”


  • ตอน ที่ 19 ในช่วงของการสะสมหุ้น ถ้าเป็น “หุ้นดี” ให้สังเกตฝั่ง Bid จะน้อย แต่ฝั่ง Offer จะเยอะ ภาวะอย่างนี้คือช่วงที่ดัชนี SET ประมาณ ตี 4 ตี 5 คนยังเล่นหุ้นไม่เต็มตัว เขาจะรอรับ แต่ไม่ไล่ราคา



  • ตอน ที่ 20 “เฮียประธาน” เขาเป็นเจ้าของคอร์ทแบดมินตัน อยู่แถวถนนบางรัก ฉายาเขาคือ “พญาอินทรี” ถ้าวันไหนที่พวกเรา “เละ” หรือ “เจ๊ง” กันหมด เขาจะบินมาเลย…เขาจะมาซื้อหุ้น



  • ตอน ที่ 21 การอ่านอารมณ์ตลาด ถ้า “รายย่อย” สงบเสงี่ยมเจียมตัว “ฝรั่ง” ไม่เข้า บอกได้เลยว่า เล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นได้กำไร รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้ “ได้ตังค์”

  • ตอน ที่ 22 ถ้าเราเทรดหุ้นทุกวัน สมองมันไม่มีจุดคิด การตัดสินใจบ่อยมันพลาดได้ง่าย คุณต้องรอจังหวะ รอให้เครื่องมือทางเทคนิคยืนยัน แล้วทุกคนเริ่มกลัวกันหมด ตรงนั้นคือจุดที่ปลอดภัยที่สุด ซื้อเสร็จก็ใส่ปี๊บเอาไว้


  • ตอน ที่ 23 ถ้าคิดจะ “สร้างราคาหุ้น” แล้วไม่ให้วงแตก มือทำหุ้นที่เป็นมืออาชีพ เขาจะบอกเจ้าของหุ้นว่า คุณต้องโอนหุ้นมาให้ก่อน แล้วต้องเอาเงินมาให้ด้วย…ล้านเปอร์เซ็นต์เลย ถึงจะสำเร็จ !!!


  • ตอน ที่ 24 พูดตรงๆผมเคยเล่นหุ้นปั่น วันที่ผมขายหมด บางคนไม่ได้ขาย ผมเสียเพื่อนไปก็หลายคน เสียน้องไปก็หลายคน สุดท้ายมันไม่ได้อะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มหรอก…เชื่อผมสิ!!!



  • ตอน ที่ 25 วิธีการลงทุนแบบ “แวลู อินเวสเตอร์” ส่วนตัวมองว่า “มันเสี่ยง” บางทีหุ้นลงก็ต้องถือ เพราะคุณคิดว่าพื้นฐานมันไม่เปลี่ยน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับมา แต่เมื่อไรล่ะ!! ถ้าคุณไม่ Cut Loss ตอนหุ้นลง มันเสียโอกาส



  • ตอน ที่ 26 ลักษณะตลาดหุ้นที่แกว่งตัวออกด้านข้างและไม่มีข่าวดีอะไรใหม่ๆเข้ามาในตลาด คนที่เล่นหุ้นแล้วได้ตังค์ ต้อง “เล่นรอบ” คือ เล่นหุ้นแบบ “ปิงปอง” จะได้เปรียบ แต่อย่าไปทุ่มเทอะไรกับมันมาก



  • ตอน ที่ 27 วอร์แรนท์ที่ราคาแปลงสภาพ “ต่ำกว่าหุ้นแม่” ยิ่งเหลืออายุน้อย เจ้ามือยิ่งกดรายย่อยให้ปล่อยหุ้นออกมา เพราะเขารู้ว่าไม่มีเงินไปแปลงสภาพแน่ เขาก็บีบซื้อราคาถูกเอาไปแปลงสภาพเอง



  • นอกจากนี้ “เสี่ยยักษ์” ยังมีเคล็ดไม่ลับ ที่อยากฝากแฟนๆ “ถนนนักลงทุน” อีก 5 ข้อ “คำพูดที่ผมอยากจะฝากไว้ จำเอาไว้เลยนะ…”
    1. อย่าตามหลังมวลชน
    2. จุดที่มั่นใจที่สุด คือ จุดที่อันตรายที่สุด
    3. จุดที่อันตรายที่สุด คือ จุดที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือ ประมาณ “ตี 5″ ถึง “ตี 5 ครึ่ง” (ก่อนฟ้าสาง)
    4. อย่าคิดคนเดียว อย่าตอบคำถามคนเดียว อย่าเล่นหุ้นคนเดียว และ
    5. คนเล่นหุ้นให้ชนะ ต้องเลิกนิสัย “ถามเอง-ตอบเอง-เออเอง” สุดท้าย “เจ๊งลูกเดียว” ...เสริมต่อน่ะครับ...
    "เสี่ยยักษ์" ขอปักธงเป็นแคมเปอร์" "เวลาคนถามผมว่า จะซื้อหุ้นอะไร ผมก็จะถามเขากลับว่า คุณรู้มั้ยหุ้นตัวนี้มีกำไรเท่าไหร่ พื้นฐานของหุ้น เจ้าของหุ้นเป็นไง หุ้นมีจุดขาดทุนตรงไหน คุณรู้แล้วหรือยัง ถ้าคุณยังไม่รู้ คุณไปดูก่อนแล้วค่อยมาถาม ผมดีกว่า คือผมอยากให้ทุกคนเป็นมืออาชีพ ผมเน้นมากเลย "เสี่ยยักษ์" ชื่อจริงของเขา "วิชัย วชิรพงศ์" นักเล่นหุ้นขาใหญ่ชื่อดัง ที่มักถูกนักเล่นหุ้นรายย่อยสอบถามถึงหุ้นที่เล่น เพื่อหวังจะเกาะกระแสเก็งกำไรตามด้วย เสี่ยยักษ์บอกว่า การจะเล่นหุ้นประสบความสำเร็จได้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียนรู้ ซึ่งแต่ละคนจะสำเร็จจากตลาดหุ้นกันหลากหลายรูปแบบ และต้องดูตัวเองเหมาะกับสไตล์ไหน เพราะความเป็นจริงของตลาดหุ้นนั้น ทฤษฎีกับการปฏิบัติคนละเรื่องกันเลย และการเล่นหุ้นจะเป็นเหมือนแฟชั่นเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้าจับทิศทางไม่ถูกก็แพ้ กางตำราเล่นหุ้นยังแพ้ "ผมมาเล่นหุ้นใหม่ๆ เปิดเล่นตามตำราเลย ซื้อหนังสืออ่านวิธีเล่นหุ้น หุ้นพี/อีต่ำจะดี เล่นไปเล่นมาแพ้ฮะ คือ แฟชั่นมันไม่ใช่ เขาไปทะเลกันใส่กางเกงขาสั้น แต่เราใส่กางเกงขายาวรองเท้าบูต ไม่เข้าท่าคล้ายกับว่าคุณจะลงทุน แต่คุณไม่เป็นมืออาชีพ โอกาสชนะก็น้อย ผมเล่นหุ้นเป็นจากการอ่านหนังสือไปซื้อจากตึกตลาดปี"25-26 ตลาดการลงทุนจะสอนไว้ว่า ทุกๆ รอบตลาดจะมีไครซิส ผมก็รอจนเกิดแบล็กมันเดย์ (ปี"30) ผม เข้ามาลงทุนเลย ตอนนั้นดัชนีต่ำมาก แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่มืออาชีพ กลัวเงินหมดมากกว่าได้ จึงไม่กล้าตัดสินใจตลอดเวลา ช่วงนั้นเอาเงินมาลงทุน 2.5 ล้านบาท ยุบไป 5 แสนบาท คนอื่น เพื่อน เสี่ยปู่ รวยกันหมด" เมื่อขาดทุนเงินหาย 20% ก็รู้สึก ถอดใจและกลับไปทำงานที่บ้านโรงงานเส้นหมี่ที่อยุธยา แต่ได้ข้อคิดจากพี่ชายที่เป็นหมอว่า "ได้สู้เต็มที่แล้วหรือยัง ของอย่างนี้ต้องมีการจ่ายค่าเทอม" จึงตั้งใจว่าคนอื่นทำงานกัน 8 ชั่วโมง แต่ตัวเองจะขอทำซัก 10 ชั่วโมง ถ้ายังแพ้ก็จะขอสู้เป็น 12 ชั่วโมง จึงจุดประกายขึ้นมาทีละนิดๆ จึงอยากจะเน้นว่า "คนเราต้องใช้ความพยายาม" เสี่ยยักษ์เล่าว่า เพื่อนของภรรยาเป็นทันตแพทย์สนใจจะเล่นหุ้นมาก เพราะไม่อยากทำงานแล้ว โดยหวังว่าขอแค่ทำกำไรเพียง 5-10% เอา แบบแค่เล่นๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะคิดอย่างนี้กันเยอะมาก ซึ่งทางปฏิบัติจริงๆ ตลาดหุ้นไม่ได้ทีเล่นทีจริงด้วยนะ เวลากินทีกินรวบหมด ถึงแม้จะบอกว่าขอเอากำไรแค่น้อยๆ แต่อีกมุมหนึ่ง มีเงาใหญ่ๆ ที่เขาไม่รู้ว่าคุณจะเอามากหรือน้อย ส่วนใหญ่จะโดนแบบนี้กันหมด เหมือนเวลาสึนามิมา มันรวบคุณหมดไม่รู้ตัว เจาะหาสไตล์เล่นหุ้น เสี่ยยักษ์บอกว่าการเล่นหุ้นต้องสไตล์ใครสไตล์มัน ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่า ปีก่อน ช่วงนั้นเสี่ยสองเด่นสุด ใครไม่เล่นหุ้นเสี่ยสองก็ไม่มีทางรวย เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีกองทุน ไม่มีสถาบัน และต่างชาติไม่มาก แล้วผู้จัดการกองทุนเพิ่งจบใหม่ๆ ยังไม่มีประสบการณ์ตลาดหุ้นมาก กองทุนซื้อหุ้น พื้นฐานเสร็จหมด แม้แต่หุ้นแบงก์ก็ไม่ขึ้นกัน แต่หลังเกิดไครซิสผ่านมา 10 ปี ดัชนีลงมา 200 กว่าจุด รายย่อยแมลงเม่าตายหมด เหลือแต่คนเก่งๆ และกองทุนมีประสบการณ์มากขึ้น ขณะที่ต่างชาติใหญ่ขึ้น ดัชนีขึ้นมาเป็น 400 จุด ช่วงนั้นมีหุ้นพลังงานเข้ามาอย่าง ปตท. ที่ปรับตัวขึ้นหลายร้อยเท่าในวันนี้ จุดเปลี่ยนการลงทุนเกิดขึ้นหลังตั้งข้อสังเกตได้ว่า หุ้นรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นมวลชน จะต่างกับหุ้นเอกชน ที่เจ้าของเข้ามาแล้วหวังเอาเงินออกไป ซึ่งไม่ใช่ระดมเงินตรงอย่างที่ตำราว่ากัน ถ้าไม่เชื่อลองไปดูหุ้นปั่นแต่ละตัว พอมีหุ้นพลังงานเข้ามา เลยจับตาลงทุนหุ้นนี้เลย อย่าง ปตท.เปิดจองที่ 35 บาท ช่วงนั้นไปจองที่ต่างจังหวัดเลย เพราะคนเล่นหุ้นน้อย ก็ขอเบอร์ 1 ทุกๆ อำเภอ อำเภอละ 1 ชื่อ ซึ่งได้หุ้น ปตท. มา 7 แสนหุ้น แต่ตอนหุ้นเข้าตลาดหุ้นก็มีแรงเทขาย จากรายย่อย โดยเขย่าราคาจน ปตท. เหลือ 28.75 บาท เพราะรายใหญ่เขาไม่ให้ได้กำไรไปง่ายๆ "ผมก็ขายนะ แล้วนำเงินไปเล่นหุ้นอื่นเรื่อยๆ แต่พอ ปตท.ขยับราคาถึงจุดจุดหนึ่ง เริ่มดีขึ้น ผมก็สั่งซื้อ ปตท.จริงๆ จังๆ อีกครั้งที่ 70 บาท ที่พูดตรงนี้ เพราะอยากโฟกัสว่า ต้องเล่นหุ้นดีมีพื้นฐาน ซึ่งตอนนั้นขึ้นมา 190 บาท รอบแรก ผมยังไม่ขายเลย ถ้าคุณจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น คุณต้องถือยาวให้ได้ แต่โดยธรรมชาติของตลาดมันเย้ายวน ทำให้อยากกำไร นี่คือสไตล์ เรามาเล่นหุ้นมวลชน มี 2 ตัว ปตท. กับ ปตท.สผ. เพราะเป็นหุ้นมหาชน" "ตั้งแต่นั้นมา พอร์ตใหญ่จะมีหุ้นพลังงาน ผมสำเร็จจริงๆ เลยจาก ปตท. และ ปตท.สผ. เป็นหุ้นขุนศึกคู่ใจ อย่างช่วงตลาดหุ้นขึ้นแรงรอบที่ผ่านมา โชคดีที่จับทิศทางตลาดถูก ที่หันมาเล่นหุ้นเกี่ยวกับคอมโมดิตี้อิงกับราคาตลาดโลก ก็เลยเล่นหุ้นเพียง 2 ตัว นี้ แฟชั่นปัจจุบัน คุณต้องเล่นหุ้นตามสถาบันต่างชาติ กองทุน คุณต้องเล่นหุ้นแบบนี้ถึงจะชนะได้ คุณจะยังไปติดเล่นหุ้นปั่นเดิมไม่ได้แล้วนะ เพราะปั่นก็แปลว่า ไม่จริง ของไม่จริง ปั่นขึ้นมาตีฟองขึ้นไปเรื่อยๆ" ทฤษฎีห่านบิน เสี่ยยักษ์ก็ยอมรับว่า ในช่วงเกิดปัญหาซับไพรมมองผิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ จึงได้หยุดเล่น ทำให้ไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตเลย ตอนหลังจึงมาวิเคราะห์เห็นวอแรนบัฟเฟด กล้าเข้ามาตั้งกองทุนแล้วรับซื้อหน่วยลงทุนราคาถูก ก็สะท้อนว่าความเสี่ยหายน่าจะจบที่จุดๆหนึ่ง จึงได้ข้อคิดว่า เวลาเกิดวิกฤตจากแอ็กซิเดนต์ ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวกลับได้เร็ว ต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า จึงได้เปลี่ยน แปลงมุมมองทันที เผอิญหุ้นทั่วโลกก็ขึ้น ซึ่งตาม "ทฤษฎีห่านบิน" ถ้าห่านตัวหนึ่งบินขึ้นไป เดี๋ยวห่านตัวอื่นก็จะบินตาม พอห่านตัวไหนจอดก็จะจอดลงกันทั้งฝูง "หลังๆเราติดตามทฤษฎีห่านบิน พอห่านเริ่มบินเราก็บินด้วย ไม่ใช่บางคนยังแช่น้ำอยู่ บางคนบอกอย่าไปเล่นหุ้นตัวใหญ่ๆ เลย ที่จริงไม่ใช่นะ ผลตอบแทน ปตท.สผ. 20% เลยใน 2 อาทิตย์ช่วงนั้น ต้องมองภาพใหญ่ให้ออกว่า ราคาน้ำมันโลกขึ้นแน่ถึง 90 เหรียญ/บา รเรล แล้วกราฟของน้ำมันชี้ว่ากำลังเริ่มตัดขึ้น เผอิญเราวิเคราะห์ถูก ตอนนั้นมีคนอื่นชวนเล่นหุ้นตัวนั้นตัวนี่ แต่ผมไม่เล่น พวกหุ้นเล็กหุ้นปั่นการเมืองก็เคยเล่นแล้ว โดนหมด นิสัยผมชอบถือหุ้นยาว ถ้าได้กำไรน้อยๆ ไม่เอา เลี้ยงหมูต้องเลี้ยงให้อ้วนๆ ไม่ใช่ซื้อมาจับขายเลย มันต้องเลี้ยงทีเดียว 90 กิโลเลย กำไรก็ต้องเยอะๆ ถึงจะชนะ ผมไปเล่นพวกนั้นผมขาดทุนตลอด" ที่สำคัญการเล่นหุ้นอย่างน้อยต้องมองภาพใหญ่ให้ออก อย่างเวลาเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี ถ้าจะเล่นหุ้นคุณต้องเล่นหุ้นที่อิงกับราคาสินค้าโลก เช่น หุ้นน้ำมัน เดินเรือ เพราะไม่มีใครกดหรือกำหนดราคาสินค้าโลกได้ เสี่ยยักษ์มองว่า การเล่นหุ้นในตลาดจะต้องใช้ฝีมือ 70% โชคชะตา 30% ซึ่ง ถ้าทุ่มเทศึกษาจริงๆ มีโอกาสชนะแน่ จึงอยากจุดประกายว่า ตลาดหุ้นมีโอกาส แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า จะเล่นหุ้นยังไง จึงยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ให้คิดว่าตลาดหุ้นเป็นสินค้าที่จะซื้อเก็บ ซึ่งพอเปิดร้านโชห่วย ควรจะจ่ายสินค้าเข้าร้านตั้งแต่เข้าเพื่อไว้ขาย ซึ่งตอนเช้าของตลาดหุ้นก็คือช่วงที่ราคาหุ้นลงมากแล้วไม่ค่อยมีคนเข้ามาเล่น จะเป็นจังหวะซื้อหุ้น จนกระทั่งมีของเต็มร้าน ก็ให้รอจังหวะจ้องขายของออก แต่วันไหนเขาไม่ฮิตกัน ก็มองหาซื้อของเข้าร้านได้ ซึ่งอยากให้คิดเป็นหลักการค้าอย่างนี้เวลาเล่นหุ้น "ปกติผมจะซื้อหุ้นตั้งแต่เช้าตี 4 ตี 5 เนื่อง จากทุกคนบอกว่า ตลาดหุ้นผีดุ แล้วคนเจ๊งหุ้นก็เพราะเจอผี ซึ่งคำพูดตรงนี้หมายถึง ปกติราคาหุ้นจะมีรอบวัฏจักรขึ้นแล้วก็ลง ดังนั้นถ้าจะซื้อหุ้นต้องซื้อก่อนคนอื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพราะ เป็นช่วงที่หุ้นราคาถูก คนที่เจ๊งเขาขายออกมากันแล้ว แต่ถ้าเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงบูมๆ ก็เท่ากับว่าเข้ามาซื้อหุ้นตอนช่วงที่ขึ้นไปสูง อย่างนี้มีสิทธิ์เจอผีหลอกได้ เพราะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงใกล้ช่วงเวลาตี 2 ตี 3 แล้ว จำไว้เลย เล่นหุ้นต้องมีคนตาย" ขอปักธงเป็นแคมเปอร์ เสี่ยยักษ์ยอมรับว่า เวลาเล่นหุ้นจะเครียดและจริงจัง และใช้สมาธิอย่างมาก จะเงียบเลยในห้องเทรดของตน เพราะถ้าวันไหนล่นหุ้นไม่จริงจังก็จะแพ้ ซึ่งบางทีหุ้นลงทำอะไรไม่ได้ แต่ตรงนี้ยังไม่เครียดเท่าหุ้นขึ้น เพราะต้องมานั่งวางแผนจะเล่นอย่างไรดี และต้องเปิดตำราเล่มไหนมาสู้ ซึ่งเป็นเรื่องยากจริงๆ และเวลาเล่นหุ้นกลับบ้านแล้วจะต้องจดไดอะรี่เขียนกลยุทธ์ไว้ว่าเล่นหุ้น วันนี้แพ้เพราะอะไร เก็บเป็นตำราเลย "อย่างเมื่อ 2-3 วัน ผมเก็บไดอะรี่เล่มเก่ามาอ่าน เพราะหุ้นที่เล่นมันเข้าทางเดิม ก็รู้สึกเหมือนเคยแพ้มา คือ ในช่วงหุ้นขึ้นมา 20% ปตท.สผ. ขึ้นมา 20% ผมต้องทำยังไงดี ในตำราผมเขียนเลย ถ้าในระยะเวลาอันสั้น เมื่อไหร่ที่หุ้นขึ้นมาถึง 20% ให้ ทยอยขายทิ้ง นี่หมายถึงตำราของแต่ละคน อย่างน้อยไดอะรี่จะมีเร็กคอร์ดส่วนตัว คุณจะได้จำความรู้สึกมันเสียเปรียบนะ ดีที่ผมรีบกลับไปดู ถ้าขึ้นมาเร็วๆ ขนาดนี้ ต้องทยอยขายดีกว่า ผมเลยขายไปเรื่อยๆ จนหมด แต่ถามว่าปรับตัวลงจะเล่นอีกไหม ก็เล่นอีก ตอนนี้รอปรับตัวลงอยู่" สำหรับขนาดพอร์ตลงทุน เสี่ยยักษ์บอกว่า "พอร์ตตอนนี้สูงสุดแล้ว บอกแค่ว่ามีเยอะละกัน ผมมีอิสระภาพทางการเงิน อยากใช้ได้ใช้ ไม่ต้องคิดมากวันนี้" ที่ผ่านมาช่วงเล่นหุ้นใหม่ๆ พอพอร์ตโตขึ้นจะบอกครอบครัวว่าหากพอร์ตโตถึง 100 ล้านจะซื้อรถเบนซ์ ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้า ซึ่งจะตั้งเป้าใหม่ว่าถ้าถึง 300 ล้านบาท จะซื้อรถสปอร์ต ในที่สุดก็ทำได้ และที่อยากได้คือรถเฟอร์รารี่สีแดง 20 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าว่าถ้าพอร์ตได้ 600 ล้านบาท ก็จะซื้อแล้วก็ได้จริงๆ "ที่พูดไม่ใช่จะบอกว่าฟุ่มเฟือย แต่จะบอกว่า เวลามีกำไรเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปใช้ ให้เก็บไว้ก่อน เหมือนเลี้ยงหมูให้อ้วนๆ หรือต้นไม้เลี้ยงไว้โตๆ ถึงค่อยแยกกระถางค่อยๆ ปล่อยให้โตไปเรื่อยๆ ก่อน ไม่ใช่ว่าตัดดอกเลย ผมเห็นบางคนหนุ่มๆ เล่นหุ้นมากำไร 3 ล้านซื้อนาฬิกาเรือนละ 7 แสน ไม่ได้ พอมีค่อยขยับจะดีกว่า แล้วถามเราไปกู้ได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะอาชีพเล่นหุ้นเสี่ยงมากจริงๆ" วันนี้ถนนเล่นหุ้นของเสี่ยยักษ์เล่าว่า ได้ปีนขึ้นมาถึงยอดเขาลูกหนึ่งที่พอใจแล้ว ก็จะขอปักธงตั้งแคมป์ตรงนี้แล้ว เพราะอยากพักผ่อนหาความสุข ซึ่งตอนนี้ก็มีจัดสรรเงินไปลงทุนที่ดินด้วย บ้านพักตากอากาศที่ครบครันหลังใหญ่ "ชีวิตของคนมีหลากหลายรูปแบบ บางคนก็สู้ต่อไป บางคนก็ไม่สู้พอแล้ว ส่วนของผมก็เป็นแคมเปอร์ ขึ้นถึงยอดเขาลูกนี้ก็พอแล้ว อยากพักผ่อน แต่ก็มีบางคนที่ยังต้องการจะปีนต่อไป พอเขาพักหายเหนื่อย ก็ปีนไปยอดเขาอื่นๆ อีกอย่าง วันนี้ความเป็นนักฆ่าผมหายไป killer instint คุณ ต้องมีนะ เมื่อก่อนผมทำการบ้านขยันตลอดเวลา แต่ตอนนี้ผมไม่ใช่แล้วนะ รักสบาย เหลือแต่ชั้นเชิง แต่ความรู้ใหม่ๆ เราไม่มีแล้ว กลางคืนพวกเด็กหนุ่มเขาแขตในเซตเทรด แต่ผมไม่มีแล้ว ความสดไม่มี เมื่อไหร่ที่ไม่มีตรงนี้ คุณสู้เขาไม่ได้" เสี่ยยักษ์ทิ้งท้ายว่า ด้วยอายุกว่า 50 ปี ก็ไม่ขออะไรมากไปกว่าเห็นความสุขความสำเร็จของลูกหลาน ซึ่งตอนนี้ก็มีหลานเข้ามาเล่นหุ้นประสบความสำเร็จ ต่อไปก็ว่าจะให้ลูกลองเข้ามาเล่นหุ้นซัก 1 ล้านบาท ให้เข้ามาเรียนรู้หาประสบการณ์ในชีวิตจริงๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นว่าของจริงโหดร้ายแค่ไหน
    ขอขอบคุณ  http://wizard-kids2m.blogspot.com